“วิชาสังหารแบบนี้ สอนนายตอนนี้ไปก็ไม่มีประโยชน์” เฉินเถี่ยจวินกล่าวเสียงแหบ “มีเวลาแค่ 3 วัน นายเรียนไม่ทันหรอก ต่อให้ฉันยัดใส่หัวนายได้ พอไปถึงกองร้อยทหารใหม่ นายก็อาจไม่มีโอกาสใช้ด้วยซ้ำ ที่กองร้อยทหารใหม่ฝึกกันคือการเชื่อฟัง วินัย และการเปลี่ยนชาวบ้านให้เป็นทหารใหม่ที่ได้มาตรฐาน ถ้านายเป็นแค่ทหารใหม่หัดขับแล้วยังกล้าโชว์วิชาสังหารในกองร้อยทหารใหม่ วันแรกผู้บังคับกองร้อยก็จับนายขังห้องกักเดี่ยวได้แล้ว”
หานเซียวยืนตัวตรง ตั้งใจฟัง
เฉินเถี่ยจวินเงยหน้ามองเขา “ถ้านายอยากโดดเด่นจนถูกหัวหน้าหมู่ของหน่วยรบแนวหน้าเลือกตัวไป ก็ฝึกกับฉันดี ๆ สัก 3 วัน พอไปถึงกองร้อยทหารใหม่ ก็ฝึกสิ่งที่ฉันสอนให้เข้าใจและทำได้คล่อง แค่นี้ก็พอให้นายใช้เปิดประตูสู่กองทัพภาคสนามชั้นยอดแล้ว”
“เข้าใจแล้ว ขอบคุณครับลุงเฉิน” หานเซียวพยักหน้า
เฉินเถี่ยจวินชูนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว ชี้ไปยังลานดินปนขี้เถ้าถ่านใต้กำแพงด้านนอก
“ไปยืนก่อน 4 ชั่วโมง”
หานเซียวชะงัก หลุดปากถาม “หา?”
เขาไม่ได้คิดว่ามันเหนื่อย แต่รู้สึกว่าการยืนท่าทหารแบบนี้ไม่นับเป็นฝีมือสังหารศัตรูจริง ๆ
การฝึกกองกำลังอาสาสมัครก็ต้องยืนท่าทหารเหมือนกัน แค่ยืดอกเชิดหน้าเท่านั้น
เฉินเถี่ยจวินหัวเราะเย็นชา
“คิดว่าฉันกำลังปัด ๆ สอนนายอยู่หรือไง? สิ่งที่ฉันสอนเรียกว่าเสาหลักยืนนิ่งในสนามรบ” เฉินเถี่ยจวินลุกขึ้น เดินมาหยุดตรงหน้าหานเซียว “กองร้อยทหารใหม่สอนยืนท่าทหารเพื่อให้ดูดี เพื่อให้แถวเป็นระเบียบ แต่ท่ายืนที่ฉันสอนมีไว้ให้ตอนนายหมอบอยู่ในหลุมหิมะกลางสนามรบทั้งวันทั้งคืน พอลุกขึ้นมาแล้วยังเดินได้ มือยังเหนี่ยวไกปืนได้”
เฉินเถี่ยจวินเตะเข้าที่หน้าแข้งของหานเซียว
หานเซียวเจ็บจนตัวสั่นไหวไปเล็กน้อย
“ลงน้ำหนักให้เท้าทั้งสองข้างเท่ากัน ฝ่าเท้าจิกพื้นไว้” น้ำเสียงของเฉินเถี่ยจวินเคร่งขรึม “หลังกับเอวเหยียดตรง คอห้ามขยับแม้แต่นิดเดียว ตลอดเวลาต้องผ่อนคลายกล้ามเนื้อทั่วร่างให้หมด แต่โครงกระดูกต้องเกร็งแน่น”
เฉินเถี่ยจวินเดินอ้อมไปด้านหลังหานเซียว แล้วใช้นิ้วกดจุดสำคัญที่แผ่นหลังของเขา
แรงกดหนักมาก
“ในสนามรบ ประสาทจะตึงเครียดถึงขีดสุด ถ้ากล้ามเนื้อเกร็งตามไปด้วย ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็หมดแรงจนเป็นตะคริวแล้ว โครงกระดูกมีหน้าที่ค้ำร่าง กล้ามเนื้อมีหน้าที่ออกแรง ไป ยืน 4 ชั่วโมง ระหว่างทางถ้ากล้าอ่อนแรง ไม้เท้าของฉันจะฟาดขานายหักทันที”
หานเซียวไม่ลังเล รีบเดินไปยืนประจำที่
เฉินเถี่ยจวินเดินไปยืนตรงหน้าเขา จ้องตาหานเซียวเขม็ง
ดวงตาขวาที่ขุ่นมัวแผ่แรงกดดันอย่างรุนแรง
“ฝึกยืนท่านี้ไปพร้อมกับฝึกจ้องสายตาให้มั่นคง” เฉินเถี่ยจวินจ้องม่านตาของหานเซียว “สายตาต้องหนักแน่น ห้ามลอกแลก เจอสถานการณ์แบบไหนก็ให้มองตรงไปข้างหน้า ห้ามหลบ พวกนายเด็ก ๆ นี่ชอบคิดว่าตัวเองเก่ง เวลามองคนก็ชอบเหลียวซ้ายแลขวา แววตาเต็มไปด้วยความลุกลี้ลุกลน ในสนามรบ แค่นายเหลือบมองไปยังจุดที่ไม่สำคัญอีกสักครั้ง กระสุนของศัตรูก็เจาะหัวนายแล้ว แก้นิสัยนี้ซะ ตอนทหารเก๋าในหน่วยรบแนวหน้าเลือกคน แค่มองแววตานายก็รู้แล้วว่านายเหมาะหรือเปล่า”
หานเซียวกัดฟัน จ้องจุดดำบนกำแพงอิฐตรงหน้าไม่วางตา
การนับถอยหลัง 4 ชั่วโมงเริ่มขึ้น
เช้าปลายฤดูใบไม้ร่วง ลมหนาวเย็นยะเยือก
ชั่วโมงแรก เขายังรู้สึกว่าพอทนไหว
เมื่อก่อนตอนตีกันตามถนน วิ่งหนีคนไล่ตามอยู่หลายช่วงตึกในตรอกด้านหลังยังเหนื่อยกว่านี้มาก
พอเข้าสู่ชั่วโมงที่สอง ร่างกายก็เริ่มประท้วง
ฝ่าเท้าเริ่มร้อนผ่าว ก่อนจะเปลี่ยนเป็นปวดชา
น่องเริ่มมีอาการกระตุกเป็นระยะ
กล้ามเนื้อบริเวณเอวและหลังเริ่มปวดเมื่อยอย่างหนัก เพราะต้องคอยประคองโครงกระดูกให้เกร็งแน่น
ความเจ็บปวดไต่ขึ้นไปตามแนวกระดูกสันหลัง ลามไปจนถึงท้ายทอย
หานเซียวอยากขยับจุดลงน้ำหนักสักหน่อย อย่างน้อยก็ถ่ายน้ำหนักจากเท้าซ้ายไปยังเท้าขวา
“เพี๊ยะ!”
กิ่งไม้แห้งหนาเท่านิ้วมือฟาดเข้าที่ข้อพับหลังเข่า
เข่าของหานเซียวอ่อนยวบ เกือบทรุดลงไปคุกเข่า
แต่เขาฝืนใช้แรงจากเอวดึงจุดศูนย์ถ่วงกลับมา แล้วประคองตัวให้นิ่งสนิท
“ขยับแล้ว” เฉินเถี่ยจวินกลับไปนั่งบนธรณีประตู สูบกล้องยาสูบต่อ “โครงกระดูกเสียทรงแล้ว เกร็งแรงขึ้น”
หานเซียวไม่ส่งเสียง ยังคงกัดฟันฝืนทน
เหงื่อซึมออกมาที่หน้าผาก ไหลลงมาตามแก้มและเข้าตา ทำให้แสบอย่างรุนแรง
หานเซียวอยากกะพริบตาตามสัญชาตญาณ
“ลืมตาไว้” เฉินเถี่ยจวินเอ่ยเสียงเรียบ “แค่เหงื่อไม่กี่หยดก็ทนไม่ได้ ต่อไปถ้าเลือดศัตรูกระเด็นเข้าตา นายจะหลับตาด้วยหรือไง?”
หานเซียวเบิกตาค้างไว้ ลมหนาวพัดพาความร้อนจากร่างกายไป เขาอดสั่นสะท้านไม่ได้
“ไม่ต้องไปสนใจความหนาว” เสียงเฉินเถี่ยจวินดังมาจากด้านหลังอีกครั้ง “จดจ่ออยู่กับโครงกระดูก เท้าต้องปักแน่นลงดิน ห้ามตัวสั่น! นายมองไปที่ไหน?”
หานเซียวรีบดึงสายตาที่พร่าเลือนลงเล็กน้อยเพราะความเจ็บปวดกลับมา แล้วจ้องจุดดำบนกำแพงอีกครั้ง
เวลาผ่านไปทีละนาที
เสียงแตรปลุกดังไปนานแล้ว ภายในลานบ้านพักทหาร บ้างก็ออกไปทำงาน บ้างก็ไปซื้อกับข้าว ญาติของทหารที่เดินผ่านไปมาหลายคนมองมาทางโรงหม้อน้ำด้วยความสงสัย
หานเซียวไม่สนใจสิ่งรอบตัวแม้แต่น้อย
ในโลกของเขาเหลือเพียงกำแพงตรงหน้า กับแรงในร่างกายที่ใกล้จะขาดผึงเต็มที
เฉินเถี่ยจวินไม่ได้ใช้กิ่งไม้ฟาดเขาอีก และไม่พูดอะไร
ชายชรานั่งอยู่บนธรณีประตู สูบกล้องยาสูบจนหมดมวน เคาะกล้องกับพื้นรองเท้าเบา ๆ แล้วลุกเดินเข้าไปในบ้าน
ไม่นานก็มีเสียงดังมาจากในบ้าน
เสียงยกหม้อเหล็กขึ้นตั้งบนเตาถ่าน ตามด้วยเสียงน้ำกระฉอกเมื่อใช้กระบวยตักน้ำใส่หม้อ จากนั้นเสียงมีดหั่นผักดองบนเขียงก็ดังตึก ๆ
เฉินเถี่ยจวินเริ่มทำอาหารเช้า
ไม่นานน้ำก็เดือด ข้าวโพดบดหยาบครึ่งชามถูกเทลงหม้อ
ตะหลิวครูดก้นหม้อเหล็ก เกิดเสียงคนทึบ ๆ
กลิ่นหอมสาก ๆ ของแป้งข้าวโพดผสมกับกลิ่นเค็มหอมเฉพาะตัวของผักกาดดองซอย ลอยตรงไปตามลมเหนือถึงจมูกของหานเซียว
สำหรับเด็กหนุ่มวัย 16 ปีที่กำลังอยู่ในช่วงโต ความหิวมาเยือนอย่างตรงไปตรงมา
เมื่อคืนหานเซียวกินไม่มาก เช้านี้ก็ออกจากบ้านตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางโดยไม่ได้กินอะไร ท้องจึงว่างเปล่ามานานแล้ว
โครก
ท้องของหานเซียวร้องประท้วงดังสนั่น
เสียงนั้นยิ่งฟังชัดเป็นพิเศษในลานโล่งอันเงียบสงบของโรงหม้อน้ำ
น้ำย่อยในกระเพาะหลั่งออกมาอย่างบ้าคลั่ง ลูกกระเดือกของเขาขยับขึ้นลงโดยไม่รู้ตัว
ประตูส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดก่อนเปิดออก
เฉินเถี่ยจวินยกชามกระเบื้องหยาบบิ่นใบหนึ่งเดินออกมา
ในชามมีโจ๊กแป้งข้าวโพดร้อนกรุ่น โรยหน้าด้วยผักดองสับละเอียด ราดน้ำมันงาลงไปสองสามหยด
เฉินเถี่ยจวินกลับไปนั่งบนธรณีประตู ใช้ตะเกียบคนโจ๊กในชาม แล้วซดคำโต
โจ๊กอุ่น ๆ ไหลลงท้อง เฉินเถี่ยจวินจงใจทำเสียงจุ๊บจั๊บ กินเสียงดังอย่างเอร็ดอร่อย
บริเวณใกล้โรงหม้อน้ำเริ่มมีผู้คนเดินผ่านไปมา
เจ้าหน้าที่และครอบครัวในลานบ้านพักทหารเริ่มกิจวัตรประจำวัน
คนงานโรงหม้อน้ำสองคนสวมชุดทำงานผ้าสีน้ำเงิน ถือพลั่วเหล็กเดินเข้ามา เตรียมผลัดเวร
พวกเขามองเห็นหานเซียวที่ยืนนิ่งอยู่ใต้กำแพงตั้งแต่ไกล และเห็นเฉินเถี่ยจวินนั่งซดโจ๊กอยู่บนธรณีประตูด้วย
คนงานร่างสูงคนหนึ่งยิ้มประจบ ทักเฉินเถี่ยจวินว่า “พี่เฉิน อรุณสวัสดิ์ กำลังกินอยู่เหรอครับ”
