ขณะเดียวกัน ภายในรัฐบาลแห่งชาตินานกิง บรรดาผู้มีอำนาจทางทหารและการเมืองทั้งหลายได้มารวมตัวกันนานแล้ว
เจี่ยงจงเจิ้งกำลังแบกรับแรงกดดันทั้งภายในและภายนอกที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนนับตั้งแต่กุมอำนาจ กระทั่งเหออิงชินที่ปกติสนิทสนมกับเขา คราวนี้ก็ยังเปลี่ยนไปเข้าข้างฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองอย่างวางจิงเว่ยและหลี่จงเหริน
เหออิงชินลุกขึ้นก่อน เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำต่อทุกคนในที่ประชุมว่า
“ด้วยกำลังของจีนกับญี่ปุ่นนั้นห่างชั้นกันนัก ข้าพเจ้าเห็นด้วยกับข้อเสนอของประธานวางว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องไม่ยั่วยุให้ฝั่งญี่ปุ่นโกรธ ควรมุ่งเจรจาสันติภาพเป็นหลัก หากหลีกเลี่ยงสงครามได้ก็ไม่ควรเปิดศึกเด็ดขาด ฝั่งญี่ปุ่นต้องการให้เราชี้แจงเรื่องนี้ไม่ใช่หรือ? ก็โยนทุกอย่างไปที่หลินเวย บอกว่าทั้งหมดเป็นพฤติกรรมส่วนตัวของเขา ไม่เกี่ยวอะไรกับรัฐบาลแห่งชาติ…”
“พอได้แล้ว!”
ยังไม่ทันที่เหออิงชินจะพูดจบ สีหน้าของเจี่ยงจงเจิ้งก็ถมึงทึงเขียวคล้ำ
