ข้อเสนอห้าประการที่หลินเวยยื่นให้มาร์ค ไม่ใช่ความคิดชั่ววูบ แต่เป็นการวางหมากระยะยาวที่ผ่านการไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน
ย้อนมองประวัติศาสตร์ เมื่อฮิตเลอร์ก้าวขึ้นสู่อำนาจใหม่ ๆ ชาวเยอรมันแต่ละคนแบกรับค่าปฏิกรรมสงครามเฉลี่ยถึง 0.8 ตันทองคำ อัตราว่างงานทะลุสามสิบเปอร์เซ็นต์ ขนมปังก้อนเดียวราคาพุ่งห้าหมื่นมาร์ค ซึ่งเป็นตัวเลขมหาโหด
กระนั้น อเมริกากลับปล่อยกู้ก้อนโตให้เยอรมนี และช่วยให้เศรษฐกิจเยอรมนีทะยานขึ้นในที่สุด
เทียบกันแล้ว สาธารณรัฐจีนซึ่งสามารถสร้างผลประโยชน์มหาศาลให้อเมริกา ยิ่งสมควรแก่การเดิมพันครั้งใหญ่
ว่ากันตามจริง ยุคสาธารณรัฐไม่ได้ยากจนเสียทีเดียว
ก่อนปี 1937 จีดีพีของสาธารณรัฐจีนสูงกว่าญี่ปุ่นมาตลอด ช่วงที่ได้ชื่อว่า "ทศวรรษทอง" นั้น ปริมาณเศรษฐกิจโดยรวมเป็นอันดับหกของโลก ประเทศชาติหาได้ขาดแคลนเงินทองไม่ เพียงเพราะการตั้งตนเป็นอิสระของขุนศึกต่าง ๆ ทรัพย์สมบัติจึงไหลไปอยู่ในมือตระกูลใหญ่ในท้องถิ่น รัฐบาลกลางที่นานกิงควบคุมกำลังทรัพย์ได้อย่างจำกัดยิ่งนัก
มองในมุมหนึ่ง คำที่ท่านอาจารย์ใหญ่เจี่ยงพร่ำพูดอยู่เสมอว่า "ต้องกำจัดภายในให้ราบคาบก่อนจึงจะต่อต้านภายนอกได้" มิใช่ไร้เหตุผลเสียทีเดียว
ต่อเมื่อกวาดล้างขุนศึกเหล่านั้น รวมรวมอำนาจท้องถิ่น และนำอำนาจการคลังมารวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลาง จึงจะสามารถพัฒนาเศรษฐกิจ เตรียมกองทัพ และยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนได้
