ขบวนรถวิ่งมาได้กว่าสองร้อยกิโลเมตร จู่ ๆ ก็เบรกกระทันหัน
หลี่ฉางเซิงและอานิงลืมตาขึ้นแทบจะพร้อมกัน
ทั้งคู่มองออกไปนอกหน้าต่างรถ พบว่าตอนนี้รถกำลังอยู่บนถนนเลียบเขาเส้นหนึ่ง
นอกถนนออกไปคือหน้าผาสูงชันที่มองไม่เห็นก้นเหว ยังมีหมอกขาวโพลนปกคลุม ทัศนวิสัยแย่มาก
“เกิดอะไรขึ้น”
อานิงขมวดคิ้วถามคนขับ
คนที่รับหน้าที่ขับรถคือพนักงานชายของบริษัทสำรวจผานสั่วคนหนึ่ง อายุราวสามสิบ
เขาหันกลับมาพูดกับอานิง ผู้จัดการจากสำนักงานใหญ่ด้วยท่าทีประจบประแจงเล็กน้อยว่า “ข้างหน้ามีก้อนหินร่วงลงมาเกะกะถนน คนในขบวนรถไปเก็บกวาดกันแล้วครับ”
ได้ยินดังนั้น อานิงก็พยักหน้าเล็กน้อย
หันกลับไปมอง กลับพบว่าหลี่ฉางเซิงเปิดประตูรถออกไปแล้ว
“คุณจะไปไหน”
“ลงไปสูดอากาศหน่อย”
อานิงได้ยินก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ลงจากรถตามไป
ทั้งสองเดินไปได้ไม่ไกล ก็เห็นหน้ารถออฟโรดคันนำหน้ามีก้อนหินจากภูเขาร่วงลงมาสองสามก้อนจริง ๆ
โชคดีที่หินไม่ใหญ่นัก ทหารรับจ้างเจ็ดแปดคนช่วยกันยก ก็พอแบกโยนลงหุบเขาได้
หลี่ฉางเซิงไล่สายตาจากรอยที่หินร่วงขึ้นไปจนถึงยอดเขา
แต่หมอกหนาทึบ มองไม่เห็นสภาพบนภูเขาเลย
ทันใดนั้น
จู่ ๆ ก็มีคนร้องตกใจ ซวนเซถอยกรูด
“คุณอานิงครับ มี...มีหัวคน!”
อานิงได้ยินเสียงก็ตวัดสายตาเขม่นใส่ลูกน้อง
“หุบปาก”
พูดจบเธอก็สาวเท้าเร็ว ๆ ไปยังตำแหน่งที่หินร่วง
