“ฉู่หยาง อย่ามาโทษฉันที่ตั้งท้องลูกคนอื่นเลย ถ้าจะโทษก็โทษตัวเองที่ไร้ความสามารถ”
หน้าทางเข้าโรงพยาบาลเมืองเจียงเฉิง หลินเฟยเสวี่ยสะบัดใบผลตรวจใส่ฉู่หยางอย่างแรง
ฉู่หยางมองคำว่า “ตั้งครรภ์ 4 สัปดาห์” ที่เด่นหราอยู่บนใบผลตรวจ สีหน้าพลันเหม่อลอย
มิน่าเล่าช่วงเดือนกว่ามานี้เธอถึงปฏิเสธไม่ยอมนอนกับเขา ที่แท้ก็มีคนอื่นอยู่ข้างนอก
แต่...
“เธอแน่ใจเหรอว่าฉันไร้ความสามารถ?”
“ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ครั้งไหนบ้างที่ฉันทำได้ไม่ถึง 2 ชั่วโมง?”
“ครั้งไหนที่ไม่ใช่เธอคุกเข่าจนหัวเข่าช้ำเขียว อ้อนวอนให้ฉันหยุดถึงจะจบ? หืม?”
“หุบปาก!” หลินเฟยเสวี่ยขบต้นขาเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว คำพูดนั้นราวกับแทงใจดำ จนอารมณ์พลุ่งพล่านขึ้นมาในทันที เธอตวาดเสียงเข้ม “นอกจากเรื่องบนเตียงแล้ว นายยังมีความสามารถอะไรอีก?”
“แม้แต่งานที่เป็นหลักแหล่งก็ยังไม่มี ทุกวันเอาแต่ตั้งแผงขายของเฮงซวยนั่น ไม่ก็วาดยันต์จับผี”
“ใคร ๆ ก็รู้ว่านายเป็นคนบ้าที่สุดในเมืองเจียงเฉิง”
“แต่ตอนนี้ฉันเป็นประธานบริษัทที่มีมูลค่ากว่าร้อยล้าน แถมยังได้โครงการจากเครือเสวียนเจินมาอีก”
“อีกไม่นานทรัพย์สินของฉันก็จะเพิ่มขึ้นสิบเท่า”
“เพราะงั้นลูกของฉันก็ควรสืบทอดสายเลือดที่ดีที่สุด ดังนั้น...”
“ดังนั้นเธอจะหย่ากับฉัน?” ฉู่หยางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“ใช่ อย่างน้อยนายก็ยังรู้ตัวอยู่บ้าง”
“แต่อย่ามาโทษฉันเลย ตอนนี้นายกับฉันต่างกันราวฟ้ากับเหว”
“ถ้ายังยื้อกันต่อไปก็ไม่มีประโยชน์กับใครทั้งนั้น”
“นี่เงินหนึ่งล้าน หักรวมกับบ้านเก่าที่ฉันยกให้นายก่อนหน้านี้แล้ว ก็พอให้นายใช้ชีวิตที่เหลือได้”
“ไม่ต้อง” ฉู่หยางไม่แม้แต่จะเหลือบมอง เงินหนึ่งล้านคิดจะซื้อเวลา 5 ปีของเขา นึกว่าเขาเป็นอะไรกัน?
หลินเฟยเสวี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย “ฉู่หยาง คนเราอย่าโลภมากนักเลย เงินหนึ่งล้านไม่น้อยแล้ว”
“อีกอย่าง เรื่องนี้คนผิดคือนาย ถ้านายไม่ไร้ประโยชน์ขนาดนี้ ฉันจะ...”
เธอนอกใจ แต่คนผิดกลับเป็นเขางั้นเหรอ?
ฉู่หยางแทบหลุดหัวเราะ
ตลอด 5 ปี เขาทุ่มเททุกคืนใช้ปราณหยางบริสุทธิ์ขับไล่วิญญาณแค้นหยินสุดขั้วให้เธอ จนเหนื่อยแทบขาดใจ แถมยังสูญเสียพลังหยางไปมหาศาล ถึงขั้นที่พวกเงาอาถรรพ์และวิญญาณเร่ร่อนระดับต่ำยังกล้ามารบกวนเขา
ไม่คิดจะสำนึกบุญคุณก็ช่าง ยังทำให้เขาต้องพลอยเสียชื่อไปด้วย
แต่เขาไม่ได้อธิบายอะไร เพียงกล่าวว่า “หลินเฟยเสวี่ย เธอไม่เคยคิดบ้างเหรอว่าทำไมในเวลาแค่ 5 ปี จากที่เคยอ่อนแอขี้โรค เธอถึงกลับมาแข็งแรงมีชีวิตชีวาได้? กิจการตระกูลหลินก็รุ่งเรืองตามไปด้วย?”
“นายจะพูดอะไรกันแน่?” หลินเฟยเสวี่ยมองเขา “อย่าบอกนะว่านายจะพูดอีกว่าที่ฉันอ่อนแอขี้โรคเป็นเพราะถูกวิญญาณแค้นหยินสุดขั้วเล่นงาน?”
“แล้วที่กิจการตระกูลหลินรุ่งเรืองขึ้นมาได้ ก็เป็นเพราะนายงั้นเหรอ?”
ฉู่หยางพยักหน้าอย่างสงบนิ่ง “ใช่”
“หึ!”
หลินเฟยเสวี่ยหัวเราะเย็นชา แววตาเต็มไปด้วยความรังเกียจ
“ฉู่หยาง เมื่อก่อนฉันไม่เห็นเลยว่านายน่าขยะแขยงขนาดนี้”
“ตอนนั้นฉันป่วยเพราะทำงานหนักจนล้มป่วย พักฟื้นสักระยะเดี๋ยวก็หายเอง”
“อีกอย่าง บนโลกนี้ไม่มีวิญญาณแค้นอะไรทั้งนั้น ยิ่งไม่มีผีสางเทวดา”
“นายแต่งเหตุผลพวกนี้ขึ้นมา ก็แค่หาข้ออ้างให้ความไร้ความสามารถของตัวเอง”
พูดถึงตรงนี้ หลินเฟยเสวี่ยก็เชิดหน้าขึ้นอย่างทะนงตน “ส่วนที่ฉันประสบความสำเร็จได้ ก็เพราะฉันเก่งพอด้วยตัวเอง”
“เรื่องทั้งหมดนี้เกี่ยวอะไรกับนาย?”
ไม่เกี่ยวเลยงั้นเหรอ?
ฉู่เทียนหัวเราะเย็นชาอยู่ในใจ
เมื่อ 5 ปีก่อน กิจการตระกูลหลินตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว แถมยังเป็นหนี้สิน หลินเฟยเสวี่ยเองก็ป่วยหนักจนร่างกายผ่ายผอมราวกับโครงกระดูก ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย
เป็นเพราะคุณปู่หลินคุกเข่าอ้อนวอนฉู่เจียง พ่อของฉู่หยางอย่างน่าเวทนา ทั้งยังยกบ้านเก่าของตระกูลหลินเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน เพื่อขอให้ฉู่เจียงยื่นมือช่วย
เดิมทีฉู่เจียงไม่ยินดี แต่เมื่อคุณปู่หลินอ้อนวอนซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาจึงยอมตกลง
ภายหลังจึงพบว่าเรื่องเลวร้ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับตระกูลหลิน ล้วนมีต้นเหตุมาจากหลินเฟยเสวี่ยถูกวิญญาณแค้นหยินสุดขั้วเกาะกิน
วิญญาณแค้นหยินสุดขั้วเกิดในสถานที่และช่วงเวลาที่มีพลังหยินเข้มข้น ใช้พลังหยินเป็นรากฐานและใช้ความแค้นเป็นแก่น สามารถกัดกินพลังชีวิต ทำให้เส้นชีพจรปฐพีแปดเปื้อน ทั้งยังดุร้ายผิดธรรมดา
แม้แต่ฉู่เจียงเองก็ต้องใช้เวลาในการกำจัดมันพอสมควร แต่เวลานั้นเขาบังเอิญต้องออกไปจัดการธุระสำคัญ จึงให้หลินเฟยเสวี่ยแต่งงานกับฉู่หยาง เพื่ออาศัยปราณหยางบริสุทธิ์ในร่างของฉู่หยางกำจัดมัน
ตลอด 5 ปี ฉู่หยางร่วมหลับนอนกับเธอทุกคืนอย่างน้อย 2 ชั่วโมง แลกกับการสูญเสียปราณหยางบริสุทธิ์จำนวนมาก จึงขับไล่พลังส่วนใหญ่ของวิญญาณแค้นหยินสุดขั้วออกไปได้ ทำให้หลินเฟยเสวี่ยและตระกูลหลินค่อย ๆ ฟื้นตัว
คาดว่าอีกสักเดือนสองเดือน วิญญาณแค้นหยินสุดขั้วก็น่าจะถูกกำจัดจนหมด
แต่ตอนนี้...
“ดีมาก”
“ในเมื่อเธอไม่ยอมรับสิ่งที่ฉันทำ ต่อจากนี้ก็เดินเส้นทางของตัวเองไปเถอะ!”
ฉู่หยางมีสีหน้าสงบนิ่ง เขาหยิบหนังสือสมรสสีแดงสดออกมาจากกระเป๋า ก่อนค่อย ๆ ฉีกมันเป็นชิ้น ๆ
“หลินเฟยเสวี่ย จำคำพูดไว้ เงินทองและอำนาจเทียบกับชีวิตไม่ได้”
“เมื่อไหร่ที่เธอต้องนอนอยู่บนเตียงอีกครั้ง ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย และกิจการตระกูลหลินตกต่ำลงอีก อย่ามาอ้อนวอนฉันก็แล้วกัน”
พรึ่บ!
เศษกระดาษสีแดงสดค่อย ๆ ร่วงลงมา แต้มพื้นให้กลายเป็นสีแดงเลือดที่แสบตา
“นายกล้าแช่งฉันเหรอ?”
หลินเฟยเสวี่ยโกรธจัด กำลังจะตวาดใส่ แต่จู่ ๆ ก็รู้สึกเวียนหัวขึ้นมา
ฟิ้ว!
ทันใดนั้น สายลมเย็นยะเยือกพัดผ่าน ต้นไม้ใบหญ้ารอบข้างพลิ้วไหวเสียดสีกัน
ท่ามกลางแสงแดดแผดจ้า สายลมเย็นนี้กลับแฝงความประหลาดที่ยากจะบรรยาย ราวกับมีหนามทิ่มแทงอยู่กลางหลัง
หลินเฟยเสวี่ยสะท้านไปทั้งร่าง รู้สึกเหมือนมีบางสิ่งกำลังจับจ้องเธอ
เธอกวาดตามองไปรอบ ๆ กลับไม่เห็นอะไรเลยสักอย่าง
เมื่อหันไปมองฉู่หยางอีกครั้ง ก็พบว่าเขายังคงสงบนิ่งราวบ่อน้ำโบราณ ราวกับการที่เธอตั้งท้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเขาแม้แต่น้อย
“ฉู่หยาง นายน่าขยะแขยงจริง ๆ”
“รั้งฉันไว้ไม่ได้ ก็เลยพูดจาแช่งชักหักกระดูก”
“คนไร้ประโยชน์อย่างนาย สมควรแล้วที่ถูกสวมเขา”
หลินเฟยเสวี่ยกัดฟันด่าทอ ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห
สิ่งที่เธออยากเห็นคือฉู่หยางคลุ้มคลั่ง โกรธจนแทบระเบิด แต่กลับทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ทุกข์ทรมานอย่างน่าสมเพช
แต่ฉู่หยางกลับสงบนิ่งเสียจนเธอรู้สึกเหมือนต่อยลงบนปุยนุ่น ไร้เรี่ยวแรงสิ้นดี
“ดูแลตัวเองให้ดี”
ฉู่หยางทิ้งท้ายอย่างไม่แยแส ก่อนหมุนตัวจากไป
เมื่อ 7 ปีก่อน เขากับพ่อพาคนบุกเข้าไปในเขตอาถรรพ์สุดโหด เคยพบเห็นความทุกข์ยากน่าเวทนาในโลกมามากมายเพียงใดแล้ว
แม้แต่ชีวิตคนยังไร้ค่า เรื่องเล็กน้อยแค่นี้จะนับเป็นอะไรได้?
“หึ! สมกับเป็นคนไร้ประโยชน์จริง ๆ”
หลินเฟยเสวี่ยหัวเราะด้วยความโมโห นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเจอคนไร้ความสามารถขนาดนี้
“ฉันให้เวลานายแค่ 7 วัน ครบกำหนดแล้วเจอกันที่สำนักงานเขต”
“ถ้านายกล้าไม่มา อย่าหาว่าฉันไม่เห็นแก่ความหลัง”
พูดจบ เธอก็หันไปเดินยังรถเฟอร์รารีที่จอดอยู่ริมถนนไกลออกไป
กึก!
แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าว จู่ ๆ เท้าก็พลิก ส้นรองเท้าสูงหักลงอย่างกะทันหัน จนเธอเกือบล้มทั้งตัว
เงาร่างสีเทาดำกึ่งโปร่งแสงปรากฏขึ้นด้านหลังเธอในเวลาเดียวกัน
ฮือ ๆ!
เสียงสะอื้นแหบต่ำและโหยหวนดังขึ้นอีกครั้ง ก้องหึ่งอยู่ข้างหู ต้นไม้รอบด้านกลับไหวเอนทั้งที่ไม่มีลม
ความประหลาดที่ยากจะบรรยายแผ่ปกคลุมไปทั่ว หลินเฟยเสวี่ยใจหายวาบ แม้ข้อเท้าจะพลิกจนเจ็บ เธอก็ยังหันมองไปรอบ ๆ แต่ทุกอย่างกลับเป็นปกติ
“ฉู่หยางเฮงซวย กล้าแช่งฉันใช่ไหม รอดูเถอะ!”
เธอไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก เพียงรู้สึกว่าร่างกายเย็นวูบ ๆ แล้วเดินต่อไปยังรถเฟอร์รารี
ฉู่หยางหันกลับไปมองเงาร่างสีเทาดำกึ่งโปร่งแสงเช่นกัน
เงาร่างนั้นดูเหมือนจะรู้ตัว จึงหันมามองฉู่หยาง เผยรอยยิ้มย่ามใจและท้าทาย
วิญญาณแค้นขั้นสูงสามารถทนต่อแสงแดดธรรมดาได้แล้ว
“หึ!”
ฉู่หยางหัวเราะเยาะ “ไม่นึกเลยว่าความเหน็ดเหนื่อยตลอด 5 ปี สุดท้ายจะทำให้แกเป็นฝ่ายชนะ”
แต่...
คนอย่างหลินเฟยเสวี่ยไม่คู่ควรกับคำสัตย์ผูกวาสนาของผู้เป็น
คำสัตย์ผูกวาสนาของผู้เป็น คือหนังสือสมรสที่ผู้มีชีวิตทำสัญญาผูกพันร่วมกัน สามารถแบ่งปันโชคชะตาได้
แต่ตอนนี้ คำสัตย์ผูกวาสนาของเขา ฉู่หยาง หลินเฟยเสวี่ยอย่างเธอคู่ควรด้วยหรือ?
ประตูรถเปิดออก หลินเฟยเสวี่ยขึ้นไปนั่งที่เบาะข้างคนขับ
จากหางตา ฉู่หยางมองเห็นชายที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยได้ชัดเจน
โจวจื้อหมิง เพื่อนสนิทที่สุดของเขาสมัยมัธยมปลาย
จุ๊ ๆ เขาถูกสวมเขาเขาโตเสียจริง!
ฉู่หยางจุปากเบา ๆ แต่ในใจกลับไม่มีคลื่นอารมณ์แม้แต่น้อย
“ช่างเถอะ เงียบหายไป 5 ปี แม้ไอสังหารวิญญาณไร้สิ้นจะยังถูกกำจัดไม่หมด แต่อย่างน้อยตอนนี้ก็พ้นขีดอันตรายถึงชีวิตไปชั่วคราวแล้ว”
“ถึงเวลาตามหาไอ้พ่อไม่ได้เรื่องของฉันแล้ว”
เขาบิดขี้เกียจ ก่อนหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เปิดแอปส่งข้อความที่ไม่ได้เข้าใช้งานมา 5 ปี แล้วส่งข้อความออกไป
อดกลั้นมานานกว่าหนึ่งเดือน ต้องหาทางระบายให้เต็มที่เสียก่อน
“เหล่าหม่า ส่งสาวสวยสองคนมาที่บ้านเก่าตระกูลหลินให้ฉันหน่อย”
“จำไว้ ต้องสวยระดับท็อป คนหนึ่งใส่ถุงน่องดำ อีกคนใส่ชุดนักเรียนญี่ปุ่น”
ในหัวเซี่ยปัจจุบัน มีผู้พิทักษ์วิญญาณอยู่สามคน
ยมราช คุณชายเจ้าสำราญ และพระยิ้ม
เขาเป็นทั้งยมราชและคุณชายเจ้าสำราญ
ในเวลาเดียวกัน หม่าอวิ๋นเถิง มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของเมืองเจียงเฉิง มองข้อความในมือแล้วตื่นเต้นจนน้ำตาแทบร่วง
“ยมราช ในที่สุดคุณก็กลับมาแล้ว!”
“ถ้าคุณยังไม่กลับมา พ่อผมคงตามตื๊อให้ผมมีลูกสิบคนแน่”
