หลังออกจากบ้านหูเผิง ซูชิงเหอก็วิ่งสุดฝีเท้าไปตลอดทาง สัญชาตญาณบอกเธอว่าต้องรีบไปเดี๋ยวนี้ ช้ากว่านี้คงหนีไม่ทัน
จากนั้นเธอก็หาที่ปลอดคน แล้วเอาจักรยานออกมา
ปั่นออกจากตัวเมือง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรถยนต์และเหยียบคันเร่งสุดแรง ใช้เวลาเพียงยี่สิบนาทีก็กลับถึงเรือนของหลินเต๋อชาง
เวลานี้ แสงสว่างริบหรี่ที่ขอบฟ้าค่อย ๆ หลุดพ้นจากความมืด ทั่วทั้งบริเวณพลันสว่างขึ้นมาก
เมื่อสังเกตเห็นว่าเสียงหายใจภายในบ้านยังคงสม่ำเสมอ ซูชิงเหอก็เข้าห้องตัวเอง ปิดประตู ลงกลอน แล้วเข้าไปในพื้นที่ส่วนตัว
อีกด้านหนึ่ง หงเหยียนกับพวกตรวจค้นเรือนของหูเผิงอย่างละเอียด สุดท้ายอาศัยร่องรอยเล็ก ๆ น้อย ๆ ในห้องหนังสือจนพบห้องลับ ทว่าในห้องลับกลับไม่มีสิ่งของเหลืออยู่ มีเพียงหนังสือไม่กี่เล่มตกอยู่บนพื้น ไม่รู้ว่าหล่นลงมาตั้งแต่เมื่อไร
“ดูจากร่องรอยตรงนี้ เหมือนของเพิ่งถูกขนย้ายไป!” หงเหยียนจับคางพลางพูดอย่างสงสัย “หรือหูเผิงจะเอาของไปไว้ก่อนแล้ว?”
เย่จิ้งชวนมองพื้น จากร่องรอยดูเหมือนของเพิ่งถูกย้ายออกไปไม่นาน คงไม่ใช่ช่วงเวลาสั้น ๆ ตอนที่พวกเขากลับไปสถานีตำรวจหรอกกระมัง
จากที่นี่ไปสถานีตำรวจใช้เวลาเดินทางแค่สิบกว่านาที เขากับหงเหยียนเดินทางค่อนข้างเร็ว ไปกลับก็ราวยี่สิบนาทีเท่านั้น อีกฝ่ายจะขนของออกไปหมดได้ในเวลาแค่นี้หรือ? หรือหูเผิงเตรียมคนไว้ก่อนแล้ว? ไม่อย่างนั้นจะรู้ตำแหน่งได้ชัดเจน แถมยังขนของออกไปได้เร็วขนาดนี้ได้อย่างไร?
“พี่เย่ คุณว่าเป็นคนเดียวกับที่ลงมือทางฝั่งเกาหวยหรือเปล่า?”
ก่อนหน้านี้หงเหยียนกับพวกก็เคยสงสัยว่าเฉินเจี้ยนกั๋วเป็นคนทำ เพราะแบ่งผลประโยชน์กันไม่ลงตัว แต่ตอนนี้เฉินเจี้ยนกั๋วตายไปแล้ว คดีนั้นจึงกลายเป็นคดีไร้ผู้กระทำ
