เดือนพฤษภาคมมีเรื่องเกิดขึ้นมากมาย อากาศร้อนผิดปกติ อุณหภูมิในหลายพื้นที่พุ่งสูงเกิน 30 องศา
คนบางกลุ่มที่ได้รับข่าวสารรวดเร็วก็เริ่มกักตุนสินค้า
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงออกมาตรการ เริ่มจำกัดการซื้อ พร้อมสั่งห้ามกักตุนสิ่งของจำเป็นต่อการดำรงชีวิตในปริมาณมาก
ตอนเริ่มใช้มาตรการจำกัดการซื้อ หลายคนกังวลว่าจะกระทบกับชีวิตประจำวัน
แต่ภายหลังก็พบว่า ของที่ถูกจำกัดมีเพียงปัจจัยพื้นฐานสำหรับการดำรงชีพ อย่างเช่น แต่ละคนซื้อข้าวได้เดือนละ 50 กิโลกรัม แป้งสาลี 50 กิโลกรัม และน้ำมัน 10 ลิตร
คนที่โจมตีมาตรการเหล่านี้บนอินเทอร์เน็ตกลับถูกคนอื่นหัวเราะเยาะ
บ้านไหนกันจะกินข้าวเดือนละ 50 กิโลกรัมต่อคน แถมยังมีแป้งสาลีอีก 50 กิโลกรัม แล้วยังไม่พอใจอีก!
ส่วนกิจการผลิตและค้าขาย หากมีสินค้าเข้าและออกตามปกติ ก็ไม่ได้รับผลกระทบเช่นกัน
เมื่อผู้คนเห็นว่า นอกจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นแล้ว ชีวิตก็ไม่ได้เปลี่ยนไป แถมบริการส่งอาหารยังส่งถึงบ้านได้เหมือนเดิม กระแสของมาตรการจำกัดการซื้อก็ซาลงจนแทบไม่มีใครพูดถึง
จนกระทั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกประกาศแจ้งเรื่องสองกลุ่มบริษัทใหญ่
สองกลุ่มบริษัทนี้อาศัยความสะดวกจากการดำเนินกิจการห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตในเครือ ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา มีพฤติกรรมการค้าที่ผิดปกติ โดยซื้อสินค้าเข้าอย่างเดียวแต่ไม่ขายออก
จึงสั่งยึดสิ่งของที่พวกเขากักตุนไว้เป็นการชั่วคราว พร้อมสั่งให้แก้ไขภายในหนึ่งเดือน
พ่อใหญ่ทั้งหลายก็มีวิธีของตัวเองอยู่แล้ว ผ่านไปหนึ่งเดือนก็ถึงวันสิ้นโลกพอดีไม่ใช่หรือ?
