หลินซีเอนกายพิงโซฟา หยิบถ้วยชาใบเล็กขึ้นมาจิบ
“ก็บอกแล้วไงว่านี่คือหลักประกันสุดท้ายให้มีชีวิตรอด พูดกลับกันก็คือ ถ้าเธออยู่ข้างนอกแล้วเอาตัวรอดได้ ก็อย่ากลับมา!”
อู๋ลิ่งซูรีบวางถ้วยในมือลง คิ้วขมวดแน่น “สถานการณ์จะเลวร้ายถึงขั้นนั้นเลยเหรอ?”
“หรือจะพูดว่า เมื่อเทียบกับอนาคตแล้ว สถานการณ์ตอนนี้ยังถือว่าดีที่สุดแล้ว” จ้าวจื้อหยงไม่เคยรู้สึกวางใจเลย หลังจากถ่ายทอดสดช่วงเช้า เขาก็รู้สึกว่าเป็นไปตามที่คาดไว้จริง ๆ
อู๋ลิ่งซูรีบถาม “ตอนนี้น่ะเหรอ? ตอนนี้ตรงไหนที่ว่าดี ซื้ออะไรก็ยากไปหมด หยุดงานหยุดผลิตกันทั่ว แล้วก็ไม่รู้ว่าจะเป็นแบบนี้ไปถึงเมื่อไร!”
หลินซีกับจ้าวจื้อหยงสบตากัน เมื่อเห็นว่าเขาไม่ยอมพูด จึงจำต้องเอ่ยขึ้นว่า “ป้าอู๋คะ เคยคิดไหมว่าตอนนี้ทุกที่หยุดงานหยุดผลิต ของที่เรายังซื้อได้ก็เป็นสินค้าคงคลังที่ผลิตไว้ก่อนหน้านี้
ถ้าภัยพิบัติครั้งนี้ไม่หยุด แล้วต่อไปผลิตอะไรไม่ได้อีกล่ะคะ? อีกอย่าง พื้นที่เพาะปลูกก็จมอยู่ใต้น้ำแล้ว ผู้เฒ่าใหญ่ในถ่ายทอดสดก็บอกว่าฝนจะตกต่อไปอีกระยะหนึ่ง พอฝนหยุดก็ยังมีภัยพิบัติอื่นรออยู่!
ที่ดินจะปลูกพืชอาหารได้ไหมก็เรื่องหนึ่ง แล้วเมื่อไรจะเก็บเกี่ยวได้ก็อีกเรื่องหนึ่ง ลองคิดดูสิคะว่าถึงตอนนั้นจะกินอะไรกัน...”
พอคิดให้ละเอียดก็ชวนให้หวาดผวาจริง ๆ ใบหน้าอู๋ลิ่งซูซีดเผือด เธอไม่ใช่คนโง่ ไม่ใช่ว่าคิดไม่ถึง แต่ไม่กล้าคิดไปในทางนั้นต่างหาก
“แล้ว...แล้วต่อจากนี้จะทำยังไงล่ะ ต่อให้มีอาหารมากแค่ไหน สักวันก็ต้องกินหมด ถึงตอนนั้น...”
