อย่าเปิด
หร่วนเถาก้มมองประตู แล้วเงยหน้ามองเขา ก่อนเอ่ยเสียงเบา “...เปิดไปแล้วค่ะ”
ลุงจง “……”
คนแก่กับเด็กตัวเล็กยืนประจันหน้ากันตรงธรณีประตู ต่างฝ่ายต่างจ้องตากันไม่กะพริบ
ชายชราถอนหายใจ แล้วยื่นชามกระเบื้องเนื้อหยาบที่มีไอร้อนลอยกรุ่นมาให้
“เปิดแล้วก็ดื่มเสีย จะได้สงบใจ”
น้ำแกงตุ๋นพุทราจีนกับลำไย รสหวานละมุน
หร่วนเถาประคองชาม พลันสังเกตเห็นส่วนลึกของทางเดิน
ในความมืดมีร่างสูงใหญ่ยืนหันหน้ามาทางนี้ นิ่งสนิทไม่ไหวติง
“คุณปู่ ทางนั้น...”
“ไม่มีอะไรทั้งนั้น” ลุงจงไม่หันกลับมา “แขกผู้มีเกียรติดื่มเสร็จแล้วก็เข้านอน กลางคืนอากาศหนาว อย่าเปิดประตูอีก”
หร่วนเถาขานรับ “อ้อ” แล้วก้มหน้าดื่มน้ำแกงอย่างว่าง่าย
พอเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ทางเดินลึกเข้าไปกลับว่างเปล่า ร่างสูงใหญ่นั่นหายไปแล้ว
ลุงจงถือโคมเดินไปทางบันได เงาโคมลากเงาของเขาให้ยืดยาว ก่อนทอดตัวหายเข้าไปในความมืด
เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้งในช่วงครึ่งหลังของคืน
ดังไล่ไปทีละห้อง ขาด ๆ หาย ๆ ไม่ยอมหยุด
คนอื่น ๆ กำอาวุธแน่น ไม่กล้าหลับตาตลอดทั้งคืน
มีเพียงหร่วนเถาที่หลับสนิทที่สุด
น้ำแกงพุทราจีนกับลำไยช่วยให้หลับสบายเป็นอย่างยิ่ง เธอหลับยาวจนถึงเช้า ไม่ฝันสักนิด
เช้าวันถัดมา ฝนยังคงตก
ลุงจงยกบะหมี่ไก่ฉีกมาชามหนึ่ง น้ำซุปใสจนมองเห็นเงาสะท้อนได้
เธอนั่งกินบะหมี่อยู่ริมหน้าต่าง ส่วนคุณชายเงานั่งยอง ๆ บนโต๊ะ จ้องมองอย่างกระตือรือร้น
“คุณก็อยากกินด้วยเหรอคะ?” เธอคีบไก่ฉีกใส่จานเล็ก “เงากินของแบบนี้ได้ไหมนะ?”
คุณชายเงาลองแตะดูอย่างระมัดระวัง ไก่ฉีกสลายไป มันหดตัวเป็นก้อนอย่างน้อยอกน้อยใจ
ผู้เล่นทั้งแปดคนอยู่ในห้องอาหาร
สีหน้าของสงคว่อย่ำแย่ที่สุด ใต้ตาดำคล้ำเป็นวง มือที่ยกถ้วยสั่นระริก
“มันเคาะประตูหน้าห้องฉันทั้งคืน” เขาพูดเสียงแหบ “ฉันเอาไอเทมค้ำประตูไว้ แต่มันก็หัวเราะอยู่ข้างนอก”
“หัวเราะ?”
“เลียนเสียงฉัน” สงคว่อกลืนน้ำลาย “ใช้เสียงของฉันเอง กล่อมให้ฉันเปิดประตู”
ลี่เจิงเช็ดมีดกับส้อม พลางสรุป “กลางวันสืบคดี กลางคืนปิดประตู ถ้าทำตามกฎก็ไม่ตาย”
อวี่ชีพยักหน้า “น่าจะเป็นเกมสืบสวนธรรมดา หาให้เจอว่าใครคือคนร้ายภายในเจ็ดวันแล้วส่งงาน”
