“นับว่าใช้หนี้แล้วค่ะ”
สวี่จินอันเงียบไปหลายวินาที ในที่สุดก็ฝ่าฟันขุดถนนสายที่สามขึ้นมาระหว่าง “งาน” กับ “เดต” ได้อย่างยากลำบาก
เธอวางการ์ดภารกิจกลับลงบนโต๊ะ สีหน้าค่อย ๆ สงบนิ่ง ราวกับคำตอบนี้ผ่านการวิเคราะห์อย่างรัดกุมมาแล้ว
“ก่อนหน้านี้คุณช่วยฉันทดสอบซีน แถมยังซื้ออาหารเช้าให้ฉันด้วย ฉันเลี้ยงข้าวคุณสักมื้อ ก็ถือเป็นการตอบแทนน้ำใจตามปกติ ไม่เกี่ยวกับงานหรือเดตทั้งนั้นค่ะ”
เฮ่อหรานเหลือบมองอาหารสามจานกับซุปหนึ่งชามบนโต๊ะ
“ใช้หนี้ธรรมดาต้องเตรียมเยอะขนาดนี้เลยเหรอ?”
“ติดค้างมานานแล้ว มีดอกเบี้ยด้วยค่ะ”
“อย่างนี้นี่เอง”
เขาพยักหน้าอย่างครุ่นคิด ก่อนเงยหน้ามองเธอ “งั้นคราวหน้าจะติดค้างนานกว่านี้ก็ได้นะ”
สวี่จินอันกำปากกาอยู่ ครู่ใหญ่ก็ยังหาคำพูดมาตอบไม่ได้
เธอเข้าใจแล้วว่า ถ้าคุยกับเฮ่อหรานเรื่องสถานะความสัมพันธ์ คนที่เสียเปรียบตอนท้ายต้องเป็นเธอแน่นอน คนคนนี้มักหยิบอิฐก้อนหนึ่งจากบันไดที่เธออุตส่าห์สร้างขึ้นมา แล้วเอาไปปูเป็นทางสายใหม่ที่ทอดไปสู่ความคลุมเครือได้เสมอ
เธอจึงก้มหน้ามองการ์ดภารกิจ ดึงความสนใจกลับไปที่กฎห้าข้อ
“คุยเรื่องงานกันก่อนค่ะ”
“ได้ครับ”
เฮ่อหรานรับคำอย่างรวดเร็ว ทว่ารอยยิ้มในแววตายังคงไม่จางหาย
สวี่จินอันเขียนข้อแรกลงบนกระดาษ
【แยกงานกับชีวิตส่วนตัวออกจากกัน】
เธอเพิ่งเขียนเสร็จ เฮ่อหรานก็ถามว่า “จะแบ่งเขตกันยังไง?”
“ตอนอยู่หน้ากล้องก็ร่วมงานกัน นอกกล้องต่างคนต่างมีพื้นที่ส่วนตัวค่ะ” เธอเว้นจังหวะ ก่อนเสริมว่า “ไม่ต้องฝืนทำสิ่งที่อีกฝ่ายไม่ชอบเพื่อรักษาภาพคู่รัก”
คราวนี้เฮ่อหรานไม่ได้หยิบเรื่องมื้ออาหารคืนนี้มาต่อความยาวสาวความยืด เขามองตัวอักษรแถวนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพูดว่า “ครึ่งหลังเก็บไว้ได้ แต่ครึ่งแรกเอาไปส่งให้ทีมรายการตรง ๆ ไม่ได้”
“ทำไมคะ?”
“ฟังเหมือนข้อปฏิบัติในการร่วมงาน”
สวี่จินอันก้มหน้าอ่านทวนอีกครั้ง
จริงด้วย
โดยเฉพาะคำว่า “หน้ากล้อง” กับ “นอกกล้อง” เหมือนเกือบจะปั๊มตราประทับ “ทำงานแสดงความสัมพันธ์ต่อสาธารณะ” ลงบนกระดาษให้เห็นกันชัด ๆ
