เฉินอิ้งชิวยกมือขึ้น ส่งสัญญาณให้เขาทำงานต่อ
“ตอนนี้ยังยืนยันตัวตนไม่ได้”
สวี่จินอันพยักหน้า
ราวกับเข้าใจแล้ว
เธอก้มมองผ้าขาว แววตาพลันอ่อนโยนลง นักข่าวที่เมื่อครู่ยังมีเหตุมีผล ไล่ยืนยันทีละขั้นหายไปแล้ว คนที่ยืนอยู่ตรงนี้เหลือเพียงน้องสาวคนหนึ่ง ซึ่งในที่สุดก็เริ่มตระหนักว่าพี่สาวอาจไม่มีวันกลับมาอีกแล้ว
“พี่กลัวหนาว”
น้ำเสียงสงบนิ่งมาก
“ตอนเด็ก ๆ พอหน้าหนาวไฟดับ พี่ก็แย่งผ้าห่มของฉันทุกที โตแล้วทั้งที่บ้านมีเครื่องทำความร้อน แต่เวลานอนก็ยังต้องใส่ถุงเท้า”
ขณะที่พูด มุมปากของเธอถึงกับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจาง ๆ
เป็นรอยยิ้มที่ผุดขึ้นมาเองโดยสัญชาตญาณ เมื่อนึกถึงคนคุ้นเคย
แต่ชั่ววินาทีถัดมา รอยยิ้มนั้นก็ชะงักค้างบนใบหน้า
“พี่ไม่มีทางอยู่ในน้ำคนเดียวได้นานขนาดนี้”
น้ำตาหยดลงมาในวินาทีนั้น
ไม่ใช่การร้องไห้ฟูมฟาย ไม่ใช่น้ำตาที่ไหลพรั่งพรูเป็นสาย
มีเพียงหยดเดียว ไหลจากแก้มลงมาถึงคาง
สวี่จินอันไม่ได้เช็ดมัน
เธอเหมือนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังร้องไห้ เพียงจ้องมองคนใต้ผ้าขาวอย่างจดจ่อ พยายามใช้รายละเอียดเล็ก ๆ ในชีวิตที่มีเพียงพวกเธอเท่านั้นที่รู้ ดึงพี่สาวกลับมาจากคำตอบที่เรียกว่าความตาย
“คนนี้ไม่ใช่พี่สาวฉัน”
เธอพูดเสียงเบา
เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองทีมงาน
“รบกวนช่วยตามหาอีกทีนะคะ”
เธอพูดอย่างสุภาพ กระทั่งในน้ำเสียงยังแฝงคำวิงวอน
“พี่หลงทางง่ายมาก”
“ช่วยตามหาอีกทีนะคะ บางทีพี่อาจแค่ไม่รู้ว่าต้องกลับบ้านยังไง”
หลังคำสุดท้ายหลุดจากปาก ห้องทั้งห้องก็เงียบงันไปเนิ่นนาน
น้ำตาของสวี่จินอันไม่ได้ไหลต่อ
เธอยืนอยู่ข้างเตียง แผ่นหลังและไหล่ยังคงตั้งตรง ใบหน้าแทบไม่มีความเศร้าโศกให้เห็นชัดเจน ทว่าความสิ้นหวังจากการพยายามจนหมดแรงแต่ก็ยังไม่ยอมรับคำตอบ ได้แผ่ปกคลุมทั้งห้องอย่างหนักอึ้งผ่านเลนส์กล้อง
เธอไม่ได้แสดงเป็นคนที่สูญเสียพี่สาว
เธอแสดงเป็นคนที่ยังไม่ยอมให้ตัวเองสูญเสียพี่สาวต่างหาก
เฉินอิ้งชิวมองภาพระยะใกล้บนจอมอนิเตอร์
