ด้วยเหตุนี้ ฉินมู่จึงถูกแบนเงียบ ๆ ในเมืองถ่ายทำภาพยนตร์ ส่วนเรื่องการหาครอบครัวช่วยเหลือนั้น เขาไม่เคยคิดเลย เพราะยังไงครอบครัวก็อยากให้เขาไม่ได้แสดงอยู่แล้ว
แต่เขาก็ไม่ได้ยอมแพ้ ถ้าโผล่หน้าบนจอไม่ได้ ก็เล่นบทที่ไม่ต้องโชว์หน้าเอาแล้วกัน แต่ถึงอย่างนั้น ทีมงานที่ยอมรับเขาก็มีน้อยนิด เขาที่ไปหาฉินอวี๋ได้ ก็ต้องขอบคุณคุณปู่ของตัวเอง
ซีรีส์เรื่องเสน่ห์แห่งการกลับบ้าน เขาก็รู้จักสิ และแอบอิจฉานักแสดงที่รับบทเป็นเกาเหวินเหยียนในเรื่องนั้นด้วย ตรงจากเด็กใหม่พุ่งทะยานสู่จุดสูงสุด
เพราะทะเลาะกับครอบครัวอย่างหนัก เขาเลยไม่ได้กลับบ้านปีนั้น แล้วจะไปรู้ได้ยังไงว่าผู้กำกับเรื่องนี้คือฉินอวี๋ลูกพี่ลูกน้องของตัวเอง
จนคุณปู่คิดถึงหลานชาย บอกว่าจะให้โอกาสเขาไปลองหัดทำอะไรดูบ้าง แต่มีเงื่อนไขว่าต้องกลับบ้านก่อน เขาพอได้ยินว่าครอบครัวเริ่มผ่อนปรน ก็ดีใจรีบวิ่งกลับบ้านทันที
คุณปู่ก็ไม่ได้พูดพลิกแพลง แค่บอกว่าอยากเข้าวงการแสดงได้ แต่ต้องไม่ไปเรียนรู้พฤติกรรมแย่ ๆ งมงายพวกนั้น ครอบครัวจะไม่ช่วย และให้เวลาแค่ 5 ปี ไม่ว่าจะทำสำเร็จหรือไม่ ก็ต้องกลับมาดูแลบริษัทของครอบครัว
พอได้ยินแบบนั้น เขาก็รับปากทันที มีตั้ง 5 ปี ส่วนอีก 5 ปีข้างหน้าจะกลับมาไหม ถ้าอีก 5 ปีเขายังทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอัน กลับมาบริหารบริษัทที่บ้านก็ไม่เห็นจะเป็นไร แต่ถ้าตัวเองดังแล้ว ครอบครัวก็บงการอะไรเขาไม่ได้ จะกลับหรือไม่กลับ ก็ขึ้นอยู่กับปากเขาคนเดียว
แต่ฉินมู่ก็สงสัยเหมือนกัน ผ่านมาตั้งปีกว่าแล้ว ทำไมคุณปู่ถึงยอมผ่อนปรนกะทันหัน ที่หลังได้ยินแม่เล่าให้ฟังถึงได้รู้ ที่แท้ก็เพราะลูกพี่ลูกน้องที่พ่อแม่ตายจากไปทั้งคู่ของเขาทำชื่อเสียงในวงการบันเทิงได้ สำเร็จ การลงทุนครั้งเดียวได้กำไรมาเกิน 300 ล้าน อัตราผลตอบแทนสูงจนน่าตกใจ จนโด่งดังไปทั่วบ้าน
พอได้ยินเรื่องของฉินอวี๋ คุณปู่ก็รู้สึกต่อต้านวงการบันเทิงน้อยลง เพราะอีกฝ่ายทำอย่างจริงจังก็ทำชื่อเสียงได้เหมือนกัน
