“ล้อเล่นน่ะ ไม่มีทางชำแหละหรอก ฉันเป็นพลเมืองดีที่เคารพกฎหมายจะตาย” อวิ๋นเจี้ยนเยว่ยิ้มหวานให้ลู่ฉางเสวี่ย
ลู่ฉางเสวี่ยส่งเสียงแหลมราวกับกาต้มน้ำเดือด “วางเลื่อยไฟฟ้าในมือก่อนแล้วค่อยพูด! เดี๋ยวนะ! เธอเอาเลื่อยไฟฟ้ามาจากไหน!”
“ซ่อนไว้ที่บ้าน เอาไว้กันขโมย” อวิ๋นเจี้ยนเยว่วางเลื่อยไฟฟ้าลง แล้วหาวออกมาอย่างผิดจังหวะ “ง่วงชะมัด ไปแก้แค้นแล้วกลับมานอนกันเถอะ”
พูดจบ อวิ๋นเจี้ยนเยว่ก็เดินออกไป
เป็นเพื่อนซี้กันมา 12 ปี ลู่ฉางเสวี่ยก็ยังตามตรรกะของอวิ๋นเจี้ยนเยว่ไม่ทัน แต่ร่างกายกลับเดินตามไปโดยไม่รู้ตัว
“แจ้งตำรวจก็ไม่ได้ ก่ออาชญากรรมก็ไม่ได้ แล้วเราจะแก้แค้นยังไง?” ลู่ฉางเสวี่ยถาม
อวิ๋นเจี้ยนเยว่มองลู่ฉางเสวี่ยราวกับเห็นคนโง่ “เธอเป็นผีไม่ใช่เหรอ? ฆ่าคนแล้วจะผิดกฎหมายหรือไง?”
“เออจริงด้วย ฉันเป็นผีร้ายนี่นา” ลู่ฉางเสวี่ยเพิ่งนึกได้ พอเห็นอวิ๋นเจี้ยนเยว่ไม่ขึ้นลิฟต์ แต่เดินไปทางบันไดหนีไฟ ก็อดถามไม่ได้ “ตั้ง 18 ชั้นนะ ไม่ขึ้นลิฟต์เหรอ?”
“ในลิฟต์มีกล้องวงจรปิด”
พวกเธอกำลังจะไปฆ่าคนแก้แค้น เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะตามมา ควรอย่าให้กล้องจับภาพได้
ผู้ชายสารเลวคนนั้นชื่อหวังฮุย บ้านอยู่ห่างจากบ้านของอวิ๋นเจี้ยนเยว่แค่ 3 กิโลเมตร
อวิ๋นเจี้ยนเยว่เลือกเดินไปตามเส้นทางที่ไม่มีกล้องวงจรปิดทุกสาย ในที่สุดตอนตี 4 ก็ปีนไปถึงหมู่บ้านที่หวังฮุยอาศัยอยู่
เพื่อหลบกล้องกับยามรักษาความปลอดภัย อวิ๋นเจี้ยนเยว่จงใจหากำแพงเตี้ย ๆ แล้วปีนข้ามเข้าไป
พอมาถึงหน้าบ้านหวังฮุย อวิ๋นเจี้ยนเยว่ก็หยิบโทรศัพท์ตัวเองยื่นให้ลู่ฉางเสวี่ย “โทรหาเขาสิ”
“บอกเขาว่าฉันจะฆ่าเขาเหรอ?” ลู่ฉางเสวี่ยงงไปหมด
“ยัยโง่ ไม่เคยดูหนังหรือไง? คนตายโทรหาฆาตกรก่อน ทำให้เขากลัวจนแทบขาดใจ แล้วค่อยโผล่ไปทรมานจนตาย เธอเป็นผีร้ายสายพันธุ์ไหนกัน ทำไมใสซื่อขนาดนี้?” พูดจบอวิ๋นเจี้ยนเยว่ก็ยังไม่วายกำชับ “ใช้ซิมการ์ดใบที่สองนะ เป็นซิมเบอร์ลับ”
ใครเขาจะใส่ซิมเบอร์ลับไว้ในโทรศัพท์โดยไม่มีเหตุผลกันล่ะ! ลู่ฉางเสวี่ยกด 110 อย่างเด็ดขาด แล้วค่อย ๆ ลบตัวเลขออก ก่อนโทรหาหวังฮุย
ไม่นาน เสียงงัวเงียของหวังฮุยก็ดังมาจากปลายสาย
“ใครน่ะ?”
พอได้ยินเสียงหวังฮุย สีหน้าของลู่ฉางเสวี่ยก็ดุดันขึ้นมาทันที ดวงตาทั้งสองข้างเปลี่ยนเป็นสีเลือดโดยไม่รู้ตัว เธอหัวเราะเย็นชา “หวังฮุย หลับลงหรือไง?”
ปลายสาย หวังฮุยเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก ความง่วงในเสียงหายไปจนหมด “แกเป็นใคร? อย่ามาทำเป็นผีหลอกคน!”
“ฉันก็แฟนที่แกโยนลงท่อระบายน้ำไง แกใช้เลื่อยไฟฟ้าหั่นฉันเป็นชิ้น ๆ ไม่ใช่เหรอ? แกจำได้ไหมว่าชิ้นแรกที่แกฟันคือหัวฉัน”
น้ำเสียงของลู่ฉางเสวี่ยยิ่งเย็นยะเยือก น้ำตาเลือดไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว “ฉันเจ็บเหลือเกิน หวังฮุย เปิดประตูสิ ฉันอยู่หน้าบ้านแก ฉันกลับมาหาแกแล้ว”
แม้จะมีบานประตูกั้นอยู่ อวิ๋นเจี้ยนเยว่ก็ยังได้ยินเสียงกรีดร้อง ตามด้วยเสียงโทรศัพท์ตกกระแทกพื้น
ขณะเดียวกัน สายที่คุยกับหวังฮุยก็ตัดไป
นิ้วมือซีดขาวของลู่ฉางเสวี่ยกำแน่น โทรศัพท์ของอวิ๋นเจี้ยนเยว่พังยับในทันที ทำเอาเจ้าตัวปวดใจไม่น้อย
วินาทีถัดมา ลู่ฉางเสวี่ยออกหมัดหนัก ตบประตูบ้านหวังฮุยจนพังยับ
ลู่ฉางเสวี่ยเดินเข้าไปในบ้านอย่างเชื่องช้า ก่อนตรงไปยังหน้าห้องนอนของหวังฮุยอย่างคุ้นเคย เธอลองหมุนลูกบิด แต่ประตูถูกล็อกจากข้างในจึงเปิดไม่ออก
“ทำไมไม่เปิดประตูล่ะ หวังฮุย? แกชอบตีฉันนักไม่ใช่เหรอ? ฉันอยู่ตรงนี้แล้ว ทำไมไม่ออกมาล่ะ?”
เล็บยาวของลู่ฉางเสวี่ยขูดลงบนประตู ทิ้งรอยข่วนลึกไว้หลายรอย
บานประตูส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดจากการถูกข่วน เสียงกรีดร้องแหลมของหวังฮุยพลันดังขึ้นจากด้านใน
“ฉันไม่ได้ตั้งใจตีเธอจนตายสักหน่อย เธอหาเรื่องเองทั้งนั้น! ฉันก็แค่ทำผิดพลาดอย่างที่ผู้ชายทั่วโลกทำกัน ถ้าเธอไม่ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ฉันจะพลั้งมือฆ่าเธอได้ยังไง!”
“กึก”
ทันทีที่หวังฮุยพูดจบ เล็บของลู่ฉางเสวี่ยก็ฝืนงัดกลอนประตูจนเปิดออก เธอหมุนลูกบิด แล้วประตูห้องก็เปิดออกอย่างง่ายดาย
แสงไฟสลัวจากโถงทางเดินสาดเป็นลำเข้าไปในห้องนอนเมื่อประตูเปิดออก ที่ปลายสุดของแสงนั้น หวังฮุยนั่งตัวสั่นงันงกอยู่
ใบหน้าของลู่ฉางเสวี่ยเต็มไปด้วยน้ำตาเลือด พอเห็นหวังฮุย เธอก็ยิ้มหวาน “อ้าว ฉันเข้ามาแล้วนะ”
“อ๊าก—”
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังก้องไปทั่วราตรี
ในเวลาเดียวกัน ด้านนอกหมู่บ้าน
ฟางหลินอันลงจากแท็กซี่ด้วยฝีเท้าโซเซ เรอเอิ้กออกมาหลังดื่มเหล้า แล้วเดินเป๋เข้าไปในหมู่บ้าน
เดินไปได้ไม่กี่ก้าว เขาก็เงยหน้ามองชั้น 4 ของอาคารซี ซึ่งไม่มีแสงไฟสักดวง
พลังผีแรงมาก!
พลังผีที่เข้มข้นขนาดนี้ มีแต่ผีร้ายเท่านั้นที่ปลดปล่อยออกมาได้!
“แย่แล้ว!” ฤทธิ์เหล้าที่เต็มหัวพลันสลายไปจนหมด ฟางหลินอันสบถในใจ แล้วออกวิ่งไปยังอาคารซีทันที
ฟางหลินอันหอบแฮก ๆ วิ่งไปถึงห้อง 404 บนชั้น 4 ซึ่งมีพลังผีเข้มข้นที่สุด แล้วพบว่ามีเด็กสาวตัวเล็กสวมชุดนอนลายสพันจ์บ็อบนั่งยอง ๆ อยู่หน้าประตู
เด็กสาวนั่งยอง ๆ วาดวงกลมบนพื้นอย่างเบื่อหน่าย แต่ตำแหน่งที่นั่งกลับช่างพอดิบพอดี บังประตูไว้เสียมิด หากใครจะออกมาจากข้างในหรือเข้าไปจากข้างนอก ก็ต้องให้เธอหลบก่อน
ประตูห้อง 404 ปิดสนิท ด้านในเงียบผิดปกติ มีเพียงไอแค้นของผีร้ายที่แผ่ลอดออกมาตามช่องประตูไม่ขาดสาย
“เธอเป็นใคร? ข้างในกำลังทำอะไร!” ฟางหลินอันไม่สนแล้วว่าคนตรงหน้าเป็นผู้หญิง น้ำเสียงของเขาแข็งกร้าวมาก
อวิ๋นเจี้ยนเยว่ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น พอเห็นฟางหลินอันก็ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก “ตกใจหมด นึกว่าเป็นตำรวจซะอีก”
พอฟางหลินอันได้ยิน ก็รู้ทันทีว่าอวิ๋นเจี้ยนเยว่ต้องรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นข้างใน เขาก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว “หลบไป ฉันจะเข้าไป!”
“ไม่หลบ แล้วนายจะทำอะไรฉันได้?” อวิ๋นเจี้ยนเยว่ยังนั่งอยู่ที่เดิม เพียงเงยหน้ามองฟางหลินอัน
“งั้นก็ขอโทษด้วยแล้วกัน” ฟางหลินอันกัดฟัน ยื่นมือจะดึงอวิ๋นเจี้ยนเยว่ออกไป
ในช่วงคับขัน เสียงผีสาวกรีดร้องโหยหวนก็ดังขึ้น
“ใครอนุญาตให้แตะต้องเธอ!”
ลู่ฉางเสวี่ยยังพูดไม่ทันจบ ร่างทั้งร่างก็ทะลุผ่านบานประตูมาขวางอยู่ตรงหน้าอวิ๋นเจี้ยนเยว่ เธอสะอาดสะอ้านไปทั้งตัว หากไม่ใช่เพราะไอแค้นรุนแรงที่แผ่ออกมาจากร่าง ก็คงดูไม่ออกว่าเป็นผี
แม้ผีสาวจะมีใบหน้าสะสวย แต่ไอแค้นเข้มข้นนั้นก็ทำเอาฟางหลินอันสะดุ้ง เขาถอยหลังอย่างระมัดระวังสองสามก้าว ก่อนหันไปมองอวิ๋นเจี้ยนเยว่ที่ยังนั่งยองอยู่ตรงนั้น
มองอยู่นาน ฟางหลินอันก็แน่ใจว่าเด็กสาวที่นั่งยองอยู่เป็นคน ไม่ใช่ผี
“แปลกแฮะ ผีร้ายมีสติด้วย แถมยังรู้จักปกป้องคนอีก?” ฟางหลินอันพึมพำอย่างอดไม่ได้ คิ้วขมวดมุ่น
แต่ตอนนี้เขาไม่มีเวลามาสนใจเรื่องนั้น ผีร้ายตนนี้ดูน่ากลัว เห็นแวบเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่พวกดี เขาต้องป้องกันตัวและยืนยันให้ได้ว่าคนในห้องปลอดภัยหรือเปล่า
ฟางหลินอันล้วงกระเป๋ากางเกง แล้วรีบหยิบยันต์กระดาษเหลืองเขียนชาดออกมาสองแผ่น ขอแค่ผีสาวขยับแม้แต่นิดเดียว เขาจะจุดไฟเผายันต์สะกดผีทันที!
ขณะที่บรรยากาศตึงเครียดราวกับพร้อมปะทะ อวิ๋นเจี้ยนเยว่ก็เอ่ยเสียงเนือย “ช่วยดึงฉันขึ้นหน่อย ขาชาแล้ว”
ลู่ฉางเสวี่ยสบถด่าทันที “เธอโง่หรือไง ถึงได้นั่งยอง ๆ จนขาชา!”
ถึงจะพูดแบบนั้น แต่ร่างกายของลู่ฉางเสวี่ยกลับซื่อตรง เธอยื่นมือไปคว้าตัวอวิ๋นเจี้ยนเยว่ แล้วดึงให้ลุกขึ้นยืน
“จะดุอะไรนักหนา ถ้าไม่ใช่เพราะต้องเฝ้าประตูให้เธอ ฉันจะนั่งยองจนขาชาไหมล่ะ?” อวิ๋นเจี้ยนเยว่ด่ากลับอย่างไม่ยอมแพ้
ลู่ฉางเสวี่ยโกรธจนผมตั้ง “ไม่ใช่เธอเหรอที่บอกว่าจะพาฉันมาแก้แค้น? สุดท้ายฉันก็ต้องเข้าไปเองอยู่ดี!”
อวิ๋นเจี้ยนเยว่ทำท่าราวกับเป็นเรื่องสมเหตุสมผล “ฉันเป็นคนนะ ฆ่าคนแล้วต้องติดคุก ก็เลยทำได้แค่คอยดูต้นทางให้เธอไง”
ฟางหลินอันที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ได้แต่อ้าปากค้าง
ใครก็ได้ช่วยบอกทีว่านี่มันเรื่องอะไรกัน?
ทำไมผีสาวถึงทะเลาะกับพวกเดียวกันเองล่ะ?
แถมทำไมผีสาวถึงด่ากันดุเดือดขนาดนี้ แต่ไอแค้นบนตัวกลับสลายไปหมดแล้ว!”,
