วันรุ่งขึ้น หร่วนเสี่ยวชุนตื่นแต่เช้า เก็บข้าวของเสร็จก็เตรียมไปกรมการกองร้อย
ไม่คิดว่าหลี่เสวียหงจะมาด้วยตัวเอง
“อาเฉิ่น ของที่เมื่อวานเสี่ยวชุนให้ฉันทำ ฉันเอามาให้แล้วครับ”
“ลำบากแกแล้ว เสวียหง”
“อาเฉิ่น เกรงใจผมทำไมครับ ผมว่างตอนเช้าพอดี เดี๋ยวไปส่งพวกเขาที่สถานีรถไฟให้”
หร่วนยายมองหร่วนเจี้ยนหัวที่แบกกระเป๋าใบใหญ่กับหร่วนเสี่ยวชุนเด็กน้อยตัวกระเปี๊ยก
“ดูแลตัวเองดี ๆ นะ ถ้าไม่ได้จริง ๆ ก็กลับมา”
หร่วนเสี่ยวชุนน้ำตารื้น
ไม่คิดว่าหร่วนเจี้ยนหัวจะอุ้มยายขึ้นมาง่าย ๆ
“แม่ไม่ร้องนะ พาแม่ไปด้วย”
หร่วนยายขำจนหงุดหงิด “ปล่อยแม่ลงเดี๋ยวนี้ แกคอยปกป้องเสี่ยวชุนให้ดี ยังไงก็เป็นพ่อคนแล้ว ต้องฟังเสี่ยวชุนนะ รู้ไหม”
ฟังดูเหมือนสลับพ่อสลับลูกยังไงชอบกล
หร่วนเจี้ยนหัวเหมือนหมาตัวใหญ่ที่เชื่อฟัง
“เจี้ยนหัวเชื่อฟัง”
“พอแล้วพอแล้ว รีบไปเร็ว ให้ฉันได้สบายสักสองวัน”
ถูกหร่วนเจี้ยนหัวเข้ามาขัดแบบนี้ บรรยากาศเศร้า ๆ เมื่อครู่เลยจางหายไป
“ย่า ไม่ต้องห่วง หนูรู้หมดแล้ว”
หร่วนยายมองแผ่นหลังของทั้งคู่ ปาดน้ำตาอย่างแรง
ตัวเองนี่ชะตาแม่วัวแก่จริง ๆ สองอภินิหารตัวเป็น ๆ ไม่อยู่บ้าน ไม่รู้จะสบายแค่ไหน แต่ใจมันก็อดห่วงไม่ได้
ถึงปากทางหมู่บ้าน หลี่เสวียหงถึงกับไปยืมรถไถมาส่งพวกเขาสองคน
แล่นตึงตัง ๆ ไปถึงสถานีรถไฟ
ผู้คนเดินกันขวักไขว่ หร่วนเสี่ยวชุนเกือบถูกชน
หร่วนเจี้ยนหัวถลึงตาใส่อีกฝ่าย
ทำเอาคนคนนั้นตกใจรีบขอโทษ
“พ่อ หนูไม่เป็นไร”
หร่วนเจี้ยนหัวทำหน้าดุ คว้าตัวคนขึ้นมาอุ้มไว้บนบ่า
เขาก็เหมือนตู้สินค้าเคลื่อนที่อันใหญ่
ด้านหน้าเป็นกระเป๋าใบใหญ่ มือซ้ายหิ้วอีกใบ มือขวาประคองเสี่ยวชุนที่นั่งอยู่บนบ่า
หลี่เสวียหงมองแล้วขำ “เมื่อก่อนพี่เจี้ยนหัวเคยบอกว่า ถ้าตัวเองมีลูกสาวจะต้องทำให้อยู่ดีกินดีให้ได้ ถึงคนจะโง่ แต่คำพูดนี้ไม่เคยหล่นหายไปเลย”
หร่วนเสี่ยวชุนแทบจะเขิน
“ขอบคุณนะ ลุงเสวียหง จริงสิ มีเรื่องหนึ่งหนูอยากให้ลุงระวังหน่อย”
“มีอะไรก็บอกมาเถอะ เกรงใจลุงทำไม”
“ก็ระหว่างทางที่เรามานี่ ผ่านแม่น้ำแยกเล็กใต้ภูเขา ช่วงนี้มีเด็ก ๆ ไปเล่นกันแถวนั้นบ่อย เมื่อหลายวันก่อนพวกเสี่ยวหู่จื่อก็เกือบลื่นตกตรงนั้น หนูว่าลุงกลับไปแล้วเตือนคนในหมู่บ้านด้วยนะ ดูแลเด็ก ๆ อย่าให้ตกน้ำ”
หลี่เสวียหงฟังแล้วรีบพยักหน้า “ได้ ลุงจำไว้แล้ว เดี๋ยวกลับไปจะบอกคนในหมู่บ้าน พวกเธอเข้าไปเถอะ”
“พี่เจี้ยนหัว ดูแลตัวเองดี ๆ นะ”
หร่วนเจี้ยนหัวทื่อ ๆ เดินมุ่งเข้าไปในสถานี
ชานชาลาผู้คนพลุกพล่าน อากาศคละคลุ้งด้วยควันถ่านหิน เหงื่อ และกลิ่นอาหารสารพัด
เสี่ยวชุนดูตั๋วในมือ “พ่อ เราเข้าไปทางนี้”
หร่วนเจี้ยนหัวรูปร่างสูงใหญ่ เบียดขึ้นโบกี้ไปได้อย่างรวดเร็ว
ไม่นานทั้งคู่ก็เจอที่นั่งเก้าอี้แข็ง
หร่วนเจี้ยนหัวจับหร่วนเสี่ยวชุนวางไว้ด้านในสุดติดหน้าต่าง ส่วนตัวเองนั่งผึ่งผายอยู่ตรงกลาง
หร่วนเจี้ยนหัวไม่ลืมคำของยายสั่ง ออกจากบ้านขึ้นรถไฟให้พูดน้อย ทำหน้าดุไว้ ถึงจะปกป้องเสี่ยวชุนได้
หร่วนเสี่ยวชุนมองหร่วนเจี้ยนหัวที่ทำหน้าขรึม มือเล็ก ๆ กำมือใหญ่ของเขา
“พ่อ อยากพูดก็พูดเถอะ”
หร่วนเจี้ยนหัวส่ายหน้า แม่บอกว่า ถ้าคนอื่นรู้ว่าเขาเป็นคนโง่ จะพาเสี่ยวชุนไป จะไม่ได้เจอเสี่ยวชุนอีกแล้ว
เขากัดฟันแน่น ไม่พูดเด็ดขาด
หร่วนเสี่ยวชุนเห็นเป็นแบบนั้น มือน้อย ๆ ลูบหน้าเขา จุ๊บแก้มเขาฟอดหนึ่ง
“งั้นพ่อนอนหลับตาพักนะ”
เธอไม่ได้ยั่วให้หร่วนเจี้ยนหัวพูดต่อ เพราะยังไงในรถไฟปี 1978 ก็มีอันตรายไม่รู้ตัวอีกมากมาย
พ่อเธอถึงจะโง่ แต่ถ้าไม่ปริปาก รูปร่างบึกบึนกำยำก็น่ากลัวใช้ได้
“อู๊——”
รถไฟส่งเสียงหวูดยาวดังลั่น ตัวรถค่อย ๆ เคลื่อนที่
เสียงพนักงานต้อนรับดังทะลุไปทั้งโบกี้
“ปิดประตู!”
หร่วนเสี่ยวชุนมองไปที่ชานชาลา จู่ ๆ ก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งวิ่งพรวดจากขอบชานชาลาขึ้นรถ
ตอนผ่านหญิงสาวที่ยืนรอรถ เขาสอดมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงของเธอ
ตอนประตูปิดพอดี หัวขโมยคนนั้นก็ขึ้นมาบนรถ
ส่วนผู้หญิงบนชานชาลาดูเหมือนยังไม่รู้ตัว
นี่เจอนักล้วงกระเป๋ารึ?
【โฮสต์สังเกตและเรียนรู้วิชาล้วงแอบขั้นต้น ได้รับรางวัล วิชาล้วงแอบขั้นต้น ขอให้โฮสต์ทำการแสดงวิชาล้วงแอบให้สำเร็จหนึ่งครั้ง】
???
หร่วนเสี่ยวชุนอึ้งไปเลย วิชาล้วงแอบแสดง??
ระบบพังนี่ให้ตัวเองเป็นขโมย?
จะเป็นไปได้ยังไง?
หร่วนเสี่ยวชุนเพิกเฉยต่อภารกิจนี้ทันที
เธอไม่มีทางทำเรื่องผิดกฎหมายเด็ดขาด
รถไฟวิ่งออกห่างจากเมืองอย่างรวดเร็ว ทุ่งข้าวสาลีกว้างใหญ่ตัดกับท้องฟ้าสีคราม เมฆขาว เสี่ยวชุนผ่อนคลายลง
ครั้งนี้เธอไปเพื่อเปลี่ยนชะตากรรม
พาพ่อจากไป น่าจะเลี่ยงเคราะห์ร้ายของเขาได้
วิวทิวทัศน์นอกหน้าต่างค่อย ๆ เลือนเป็นเนื้อเดียวกัน
เสี่ยวชุนเหม่อมองข้างนอก ตอนนั้นเอง หน้าต่างก็สะท้อนเงาชายคนหนึ่งเดินยืดยาดมาอย่างเกเร
“หลีกหน่อย ทางตันคนอื่นเขาจะเดินยังไง?”
หญิงชาวนาอุ้มลูกรู้สึกเกรงใจ ขยับไปข้างทาง เสี่ยวชุนหันไปมอง ผู้ชายล้วงกระเป๋ากางเกงโยกตัวเดินมานั่งเบียดตรงข้ามกับพวกเธอ
คือหัวขโมยเมื่อครู่นั่นเอง
เสี่ยวชุนตัวแข็งทื่อทันที ดันมานั่งกับขโมยตลอดทาง ทางนี้คงไม่ต้องคิดสบายใจ
หัวขโมยปากแหลมคางแหลมคาบอะไรบางอย่าง ขาสั่นไปมา เสี่ยวชุนไม่อยากหาเรื่อง พยายามหดตัวเข้าไปด้านใน
หร่วนเจี้ยนหัวจ้องหน้าเขาเขม็ง
หัวขโมยปากแหลมคางแหลมมองหร่วนเจี้ยนหัว ยอมหดตัวลงโดยไม่รู้ตัว “มองอะไรนักหนา”
ถึงจะบ่นพึมพำ แต่ก็ไม่กล้าพูดมากกว่านี้
เสี่ยวชุนดึงหร่วนเจี้ยนหัวไว้แล้วส่ายหน้า
คนแบบนี้หาเรื่องไม่ได้ ได้แต่หลีกเลี่ยง
เสี่ยวชุนเห็นหน้าเบ้ของหร่วนเจี้ยนหัวรู้ว่าเขาโกรธ เลยแอบกระซิบที่ใบหูเขา “พ่อ เขาเป็นคนเลว อย่าไปสนใจเขา”
หร่วนเจี้ยนหัวเชื่อฟัง รับคำอือหนึ่งที
รถไฟโยกเยกวิ่งไปข้างหน้า แสงตอนกลางวันค่อย ๆ ถูกม่านแห่งรัตติกาลกลบไว้
คนส่วนใหญ่เริ่มซึมเซา หลับงีบกันระเนระนาด
ผ่านไปครึ่งค่อนวัน เสียงประกาศสถานีดังขึ้นจากลำโพง หัวขโมยปากแหลมคางแหลมขี้เกียจลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย
“รถไฟพังอะไรนี่ เมื่อยชะมัด ไปฉี่หน่อย”
“หลีกไป ฉี่ ฉี่ อย่าขวางทาง”
ตอนนั้นเอง หร่วนเสี่ยวชุนสังเกตเห็นพ่อเธอมองหัวขโมย ขาก็บีบหนี้บ บิดตัวไปมาอย่างไม่เป็นธรรมชาติ มือข้างหนึ่งยังกุมเป้ากางเกงไว้
ถามเสียงเบา “พ่อ ต้องไปฉี่ไหม?”
หร่วนเจี้ยนหัวย่นใบหน้าพยักหน้า
เขาแทบกลั้นไม่ไหวแล้ว แต่แม่บอกว่า ห้ามจากเสี่ยวชุน
เขาเลยอดทนมาตลอด
หร่วนเสี่ยวชุนเอามือก่ายหน้าผาก มองป้าฝั่งตรงข้าม
“ป้า รบกวนช่วยดูกระเป๋าให้หน่อยนะ หนูให้พ่อพาไปฉี่”
ป้าใจดีมาก “ได้สิ ไปเถอะ ป้าดูให้อย่างดีเลย”
หร่วนเสี่ยวชุนจูงมือหร่วนเจี้ยนหัวรีบไปห้องน้ำทันที หัวขโมยปากแหลมคางแหลมเหลือบมองทั้งคู่ก่อนเดินเข้าไป
รอแล้วรอเล่า เสี่ยวชุนเห็นหน้าผากหร่วนเจี้ยนหัวมีเหงื่อออกเพราะกลั้น
เคาะเบา ๆ “รบกวนเร็วหน่อยค่ะ”
ผ่านไปครู่หนึ่ง ผู้ชายปากแหลมคางแหลมมือเดียวยกกางเกงขึ้น
“เร่งอะไรนักหนา ขี้ก็เร่ง ร้อนอยากกินขี้รึไง!”