สิงหย่งกำลังจะอ้าปากถาม ก็เห็นในห้องสอบสวนมีผู้ชายคนหนึ่งไม่รู้เข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ พูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“สถานีตำรวจเมืองถานสุ่ยพวกคุณทำคดีกันแบบนี้เองเหรอ ที่นี่มันที่อะไร เด็กๆ ก็เข้ามาตามอำเภอใจได้เหรอ”
“หัวหน้าลู่อาหนิว สหายเสี่ยวถงจื้อคนนี้เป็นที่ปรึกษาช่างสเก็ตช์ภาพที่โรงพักใหญ่ของเราจ้างมาเป็นพิเศษ เป็นเจ้าหน้าที่ของเราไม่ใช่คนนอกครับ” พูดพลางหันไปมองเสี่ยวชุนข้างๆ “เสี่ยวชุน นี่คือหัวหน้าลู่ รองหัวหน้าแผนกสืบสวนคดีอาญาของสำนักงานตำรวจมณฑล”
เสี่ยวชุนถูกสิงหย่งป้องไว้ข้างหลังเหมือนลูกไก่ โผล่หัวออกมาครึ่งหนึ่ง “สวัสดีค่ะหัวหน้าลู่”
ชัดเจนว่าอีกฝ่ายไม่ยอมรับฟัง ชายตามองเสี่ยวชุน น้ำเสียงเฉียบขาด “สหายสิงหย่ง ผมไม่รู้ว่าทำไมโรงพักใหญ่ของคุณถึงหาเด็กคนหนึ่งมาเป็นที่ปรึกษา ตอนนี้ผู้ต้องสงสัยสารภาพผิดแล้ว เธอซึ่งเป็นช่างสเก็ตช์ภาพวิ่งมาพูดจาเหลวไหลหมายความว่ายังไง นี่มันเรื่องเล่นๆ หรือไง คุณรู้ไหมว่าคดีนี้ทางมณฑลให้ความสำคัญแค่ไหน”
สิงหย่งกดหัวเสี่ยวชุน “ครับ ผู้นำอบรมมาถูกต้องแล้ว แต่ก่อนหน้านี้มีพยานเห็นหน้าตาผู้ต้องสงสัยไงครับ เราเลยให้สหายเสี่ยวชุนช่วยวาดภาพให้”
“ใช่ครับผู้นำ ดูนี่ครับ นี่คือภาพที่เสี่ยวชุนวาด” หนิวเฉียวเป่าหยิบภาพเมื่อกี้ออกมา “ดูสิครับ วาดก่อนที่จะจับได้นะครับ”
ลู่ชิงหยางชายตาเหลือบมองแต่ไม่ได้รับไป “ช่างสเก็ตช์ภาพก็คือช่างสเก็ตช์ภาพ งั้นนี่มันอะไรกัน อาศัยรอยรองเท้าครึ่งเดียว เธอซึ่งเป็นคนนอกไม่รู้เรื่องรู้ราวก็บอกว่าจับผิดคน”
บรรยากาศในห้องสอบสวนอึดอัดไปชั่วขณะ
เสี่ยวชุนบึนปาก ใบหน้าเล็กๆ ที่เคร่งเครียดดูจริงจังขึ้น “เสี่ยวชุนไม่ได้พูดเหลวไหลนะคะ รอยรองเท้านี้ได้มาจากการทาบรอยจากข้างเตียงในที่เกิดเหตุที่ฉู่ลี่ซวินเสียชีวิต เมื่อกี้หนูไปเอามาจากแผนกเทคนิค”
