เหยียนเซี่ยลืมตาขึ้น กวาดตามองไปรอบห้องที่คุ้นเคยจากความทรงจำ แล้วก็พบว่าเธอกลับมาจริง ๆ
เธอเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์บนโต๊ะข้างเตียงขึ้นมาดูวันที่
แววตาของเธอฉายรอยยิ้มบาง ๆ ช่วงเวลานี้เหมาะเหม็งเลย
ขณะที่กำลังคิดอยู่ ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
เหยียนเซี่ยลุกไปเปิดประตู แล้วก็เห็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลายืนอยู่หน้าห้อง
เขาเอ่ยถามทันทีว่า “ก่อนหน้านี้ฉันโทรหาเธอ ทำไมไม่รับสาย?”
เหยียนเซี่ยตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “ไม่อยากรับ”
เขาคือกู้เย่จวิ้น พี่ชายคนรองของเธอ และยังเป็นผู้จัดการส่วนตัวของเธอในตอนนี้ด้วย
กู้เย่จวิ้นชะงักไปเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าไม่คิดว่าเหยียนเซี่ยจะตอบแบบนี้
เขาขมวดคิ้ว สีหน้าเจือความหงุดหงิด “เลิกทำตัววุ่นวายสักทีได้ไหม?”
เหยียนเซี่ยเลิกคิ้ว “เปลี่ยนบทพูดบ้างได้ไหม? เอาแต่พูดว่าเลิกวุ่นวายได้แล้ว พวกนายไม่เบื่อ แต่ฉันฟังจนเบื่อแล้ว”
นับตั้งแต่เธอกลับมาบ้านหลังนี้ คนตระกูลกู้ตั้งแต่แม่กู้ไปจนถึงพี่ชายทั้งห้าคนต่างก็มีคำติดปากเวลาเจอเธอว่า ‘เลิกวุ่นวายได้แล้ว’
กู้เย่จวิ้นถึงกับพูดไม่ออก “ทำแบบนี้แล้วมันสนุกหรือไง?”
“โหยวโหยวอยากเข้าร่วมรายการวาไรตี้นั้น เธอหลีกทางให้หน่อยแล้วจะเป็นอะไรไป? ต้องทำให้ทั้งบ้านไม่มีความสุขกันหมดเลยหรือไง?”
เหยียนเซี่ยมองเขาอย่างเย็นชา “โอกาสนี้ฉันไขว่คว้ามาด้วยตัวเอง ฉันไม่มีทางยกให้ใครเด็ดขาด”
“พวกนายไม่มีความสุข นั่นก็เรื่องของพวกนาย”
เธอไม่ได้เติบโตมากับครอบครัวตั้งแต่เด็ก
ตอนอายุ 4 ขวบ พี่ชายคนที่ห้าพาเธอออกไปเที่ยว แล้วเผลอทำเธอหายไป
หลังจากนั้นครอบครัวกู้ก็รับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่อายุไล่เลี่ยกับเธอมาเลี้ยง แถมยังเปลี่ยนชื่อให้เป็นชื่อเดิมของเธอ นั่นคือกู้เย่โหยว
เมื่อ 1 ปีก่อน คนตระกูลกู้ตามหาเธอซึ่งเป็นลูกสาวแท้ ๆ จนพบ แล้วพากลับบ้าน
แต่พวกเขากลับลำเอียงเข้าข้างกู้เย่โหยว และไม่เห็นเธอซึ่งเป็นลูกสาวและน้องสาวแท้ ๆ อยู่ในสายตา
ทุกครั้งที่เธอมีเรื่องกับลูกสาวบุญธรรม คนที่ถูกกล่าวหาว่าหาเรื่องอยู่เสมอก็คือเธอ
ก่อนหน้านี้เธอเข้าวงการบันเทิง อาศัยความพยายามและพรสวรรค์ของตัวเอง ใช้เวลากว่าปีกว่าจะไต่จากดาราหน้าใหม่โนเนมขึ้นมาเป็นดาราสาวระดับแถวสาม
หลังถูกพากลับบ้าน คนในครอบครัวอ้างว่าอยากดูแลเธอ จึงให้เธอยกเลิกสัญญากับบริษัทเดิม แล้วย้ายไปอยู่บริษัทบันเทิงของตระกูลกู้ ผู้จัดการส่วนตัวก็เปลี่ยนเป็นกู้เย่จวิ้น
กู้เย่โหยวที่เดิมเรียนดนตรีอยู่ ๆ ก็สนใจวงการบันเทิงขึ้นมา และเข้าบริษัทพร้อมกัน โดยมีกู้เย่จวิ้นเป็นผู้จัดการ
ตลอดปีที่ผ่านมา กู้เย่โหยวได้รับแต่งานดี ๆ จนไต่จากดาราหน้าใหม่ระดับแถวสิบแปดขึ้นมาเป็นดาราสาวระดับแถวสามได้โดยตรง
ส่วนงานที่กู้เย่จวิ้นจัดหาให้เธอ ล้วนเป็นงานที่กู้เย่โหยวไม่ต้องการทั้งนั้น
เดือนก่อน เธอช่วยภรรยาผู้กำกับคนหนึ่งไว้ได้ จากนั้นก็ได้รับเลือกให้เป็นแขกรับเชิญในรายการวาไรตี้ใหม่ที่ยังไม่ทันออกอากาศก็มีกระแสสูงแล้ว
กู้เย่โหยวเองก็สนใจรายการนี้ และบอกเป็นนัยกับกู้เย่จวิ้นว่าอยากเข้าร่วม
แต่รายชื่อแขกรับเชิญของรายการนี้ยืนยันเรียบร้อยแล้ว อีกทั้งชื่อเสียงในวงการของกู้เย่โหยวก็ยังไม่มากพอที่จะเพิ่มเธอเข้าไปเป็นกรณีพิเศษได้ง่าย ๆ
กู้เย่จวิ้นกับคนในครอบครัวจึงเสนอให้เธอยกตำแหน่งแขกรับเชิญในรายการนี้ให้กู้เย่โหยว
เธอรู้ว่ากู้เย่โหยวจงใจแย่งโอกาสของตัวเอง จึงไม่ยอมตกลง แล้วก็ถูกคนทั้งบ้านตำหนิ
เมื่อคืนเธอโต้เถียงกับพวกเขา ยืนกรานว่าจะไม่ยกให้ ก่อนจะกลับเข้าห้อง
ตอนนี้กู้เย่จวิ้นมาหาเธออีกครั้ง ก็เพราะกู้เย่โหยวยังไม่ยอมแพ้ แสร้งทำตัวน่าสงสารเป็นดอกบัวขาวต่อหน้าเขา เขาถึงได้มาหาเธออีก
กู้เย่จวิ้นสูดหายใจเข้าลึก ๆ “ฉันจะหางานที่ดีกว่านี้ให้เธอ เธอยกตำแหน่งในรายการนี้ให้โหยวโหยวเถอะ”
เหยียนเซี่ยหัวเราะเยาะ “งานดี ๆ ของนายฉันรับไว้ไม่ไหวหรอก ยกให้สุดที่รักของนายเถอะ”
เธอไม่อยากเสียเวลาพูดกับกู้เย่จวิ้นอีก จึงปิดประตูใส่หน้าเขาทันที
เมื่อเห็นประตูห้องปิดลง กู้เย่จวิ้นก็มีแววไม่อยากเชื่ออยู่ในดวงตา
นับตั้งแต่เหยียนเซี่ยกลับบ้านมา นี่เป็นครั้งแรกที่เธอไม่ไว้หน้าเขาขนาดนี้
ใบหน้าเขาคล้ำลง “กู้เหยียนเซี่ย เธอนี่มันไร้เหตุผลจริง ๆ”
จากนั้นเขาเคาะประตูอีกสองสามครั้ง แต่เหยียนเซี่ยก็ไม่เปิด เขาจึงเดินจากไปด้วยสีหน้าบึ้งตึง
เหยียนเซี่ยปิดประตูแล้ว ในใจก็ไม่มีความรู้สึกใดหลงเหลืออีก
ชาติที่แล้วเธอโหยหาความรักจากครอบครัว หลังถูกพากลับมา เธอก็เอาใจคนตระกูลกู้อยู่ตลอด
อย่างเช่นดูแลแต่ละคนตามสภาพร่างกาย ตุ๋นอาหารบำรุงให้ นวดให้ อยู่เป็นเพื่อนซ้อมบทและฝึกเต้น เป็นต้น
เรื่องที่พวกเขาสั่งหรือขอให้ทำ เธอพยายามทำให้เต็มที่เสมอ
แต่สุดท้ายก็ยังทำให้หัวใจของคนตระกูลกู้อบอุ่นขึ้นมาไม่ได้
ต่อมา ตอนที่เธอกับกู้เย่โหยวถูกลักพาตัว ทุกคนเลือกช่วยกู้เย่โหยวก่อน ยกเว้นพ่อกู้ที่ตอนนั้นไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์
เธอจึงถูกแก๊งลักพาตัวฆ่าทิ้ง
วินาทีที่ตาย เธอก็สิ้นหวังกับคนตระกูลกู้จนหมดสิ้น และตัดขาดความผูกพันในครอบครัวไปโดยสิ้นเชิง
เพียงแต่ไม่คิดเลยว่าจะถูกระบบผูกมัดไว้ พาเธอไปทำภารกิจในโลกใบเล็กต่าง ๆ
หลังทำภารกิจสำเร็จ เธอจะได้รับแต้มชีวิต และสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนได้กลับมายังโลกปัจจุบันอีกครั้ง
เหยียนเซี่ยแบมือขวาออกดู เส้นชีวิตบนฝ่ามือสั้นมาก
นั่นหมายความว่าเธอเหลืออายุขัยไม่ถึง 1 ปี หรือก็คือมีชีวิตอยู่ได้จนถึงช่วงเคราะห์กรรมที่เธอตายในชาติที่แล้วเท่านั้น
ตอนระบบยกเลิกพันธะกับเธอ มันบอกว่าอยากยืดอายุขัยก็ต้องทำให้ผู้คนชื่นชอบมากขึ้น
ยิ่งมีคนชอบเธอมาก หรือเธอช่วยให้ใครสักคนเป็นที่ชื่นชอบของผู้คนมากขึ้นเรื่อย ๆ อายุขัยของเธอก็จะเพิ่มขึ้น
คล้ายกับการแลกศรัทธาเป็นแต้มชีวิต
แต่สิ่งนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อคนที่ชื่นชอบพวกเขา ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่ยอมทำร้ายคนอื่นเพื่อยืดอายุขัยของตัวเอง
ตอนนี้การเอาชีวิตรอดสำคัญที่สุด เธอไม่มีเวลาและเรี่ยวแรงไปพัวพันกับคนตระกูลกู้อีกแล้ว
เหยียนเซี่ยเก็บของที่ตัวเองนำมาด้วยใส่กระเป๋าเดินทาง
ส่วนของที่พวกเขาให้พ่อบ้านซื้อให้หลังเธอมาบ้านตระกูลกู้ เธอไม่เอาไปสักชิ้น
เธอคำนวณค่าใช้จ่ายทั้งหมดนับตั้งแต่มาบ้านตระกูลกู้ แล้วจดลงไว้
จากนั้นก็นำบัตรธนาคารที่พ่อกู้ให้ตอนเธอกลับมาออกมาด้วย โชคดีที่เธอไม่เคยใช้เงินในนั้นเลย
เธอลากกระเป๋าเดินทางออกจากห้องแล้วลงบันได
เวลานี้คนในบ้านนั่งอยู่ในห้องรับแขกกันหมดแล้ว พอเห็นเหยียนเซี่ยลากกระเป๋าลงมา ทุกคนก็แสดงสีหน้าไม่พอใจ
แม่กู้ขมวดคิ้วมองเหยียนเซี่ย “เธอจะหาเรื่องอะไรอีก? ตั้งแต่เธอกลับมาบ้านนี้ บ้านก็ไม่เคยสงบสุขเลย”
เหยียนเซี่ยรู้สึกขำ “ฉันเป็นฝ่ายดึงดันกลับมาเองหรือไง? เท่าที่จำได้ พวกคุณเป็นคนไปรับฉันกลับมาไม่ใช่เหรอ?”
“แล้วฉันไปหาเรื่องอะไร? กู้เย่โหยวอยากได้งานของฉัน ฉันไม่ยกให้ก็กลายเป็นหาเรื่องงั้นเหรอ?”
“ถ้าจะพูดแบบนั้น คนที่หาเรื่องไร้เหตุผลก็คือเธอกับพวกคุณต่างหาก”
แม่กู้นึกไม่ถึงว่าเหยียนเซี่ยจะเถียงกลับ สีหน้าไม่พอใจยิ่งเข้มขึ้น “โหยวโหยวก็แค่ชอบรายการนั้น”
“ตอนนี้เธอเป็นคุณหนูตระกูลกู้ ส่วนโหยวโหยวกลับเสียสถานะนี้ไปแล้ว เธอชดเชยให้หน่อยไม่ใช่เรื่องที่ควรทำหรอกหรือ?”
“อีกอย่าง พี่ชายคนรองของเธอก็บอกว่าจะหางานที่ดีกว่านี้มาแลกให้แล้ว เธอยังจะต้องแย่งกับโหยวโหยวให้ได้อีกหรือไง?”
กู้เย่โจว พี่ชายคนที่สามของตระกูลกู้ เสริมว่า “ฉันว่าเธอแค่ทนเห็นโหยวโหยวได้ดีไม่ได้ ถึงจงใจเล่นงานเธอ”
กู้เย่ห้าว พี่ชายคนที่สี่ของตระกูลกู้ พูดอย่างหงุดหงิดว่า “กู้เหยียนเซี่ย เธออยู่เฉย ๆ แล้วทำตัวเป็นคุณหนูตระกูลกู้ดี ๆ ไม่ได้หรือไง? ต้องคอยก่อเรื่องด้วย”
ถ้าเป็นชาติที่แล้ว พอได้ยินคำพูดนี้เหยียนเซี่ยคงเสียใจ แต่ตอนนี้เธอไม่รู้สึกอะไรแล้ว
เธอหัวเราะเยาะ “ฉันได้เปิดหูเปิดตาจริง ๆ อยากแย่งของคนอื่นแท้ ๆ ยังทำให้กลายเป็นว่าฉันเป็นฝ่ายอยากแย่งกับเธอได้”
“พวกคุณไม่ใช่แค่เข้าข้างกันจนหน้ามืดตามัว แต่ยังหน้าด้านพอกันอีก”
เธอย้ำอีกว่า “ข้อแรก ตั้งแต่ต้นจนจบฉันไม่เคยแย่งของของเธอ ตรงกันข้าม เธอต่างหากที่มาแทนที่ฉัน แล้วเสวยสุขอยู่ในตระกูลกู้มาหลายปี”
“ข้อสอง พวกคุณต้องจำให้ดีว่าตอนนั้นพวกคุณเป็นคนทำฉันหายไปเอง”
“ฉันไม่ได้ติดค้างเธอ และไม่ได้ติดค้างพวกคุณ เพราะงั้นฉันไม่คิดว่าตัวเองต้องชดเชยให้ใคร”
เธอเห็นแม่กู้กำลังจะพูด จึงเอ่ยขึ้นก่อนว่า “ส่วนตำแหน่งคุณหนูตระกูลกู้นี่ ถ้าเธออยากเป็นก็เป็นต่อไปเถอะ ฉันไม่สนใจอยู่แล้ว”
แม่กู้ชะงักไป ไม่คิดว่าเหยียนเซี่ยจะพูดอะไรแบบนี้ “เธอหมายความว่ายังไง?”
เหยียนเซี่ยตอบด้วยแววตาเฉยชา “ก็หมายความตามที่พูดนั่นแหละ ตอนนี้ฉันจะตัดขาดความสัมพันธ์กับพวกคุณทุกคน แล้วออกจากตระกูลกู้”
“ต่อไปเราก็กลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อน เจอกันก็เป็นแค่คนแปลกหน้า”
เธอเสริมอีกประโยค “พอฉันไปแล้ว ลูกสาวบุญธรรมสุดที่รักของพวกคุณก็ยังเป็นคุณหนูตัวน้อยของตระกูลกู้เหมือนเดิม”
“พวกคุณไม่ต้องกังวลอีกว่าฉันจะแย่งของของเธอ หรือแย่งความรักที่พวกคุณมีให้เธอ ฉันกำลังทำให้พวกคุณสมหวังอยู่นะ”
