เฉินอั่งหันกลับมามองพวกเขาคราหนึ่ง “รถไม่ใหญ่ นั่งสี่คนไม่ได้ อีกอย่างพวกคุณมีกระเป๋าเดินทางมากมายขนาดนี้ ก็ใส่ไม่ได้อยู่ดี”
“ซื้อรถใหม่อะไรมา” เหวินกั๋วตงก้าวขึ้นมาข้างหน้า “นั่งสี่คนยังไม่ได้ แล้วซื้อมาทำไม”
“ใช่ ไม่ใช่ซื้อรถเล็กไฟฟ้าในประเทศมาล่ะสิ” เสวียซานซานยิ่งไม่พอใจหนักขึ้น ในแววตาเต็มไปด้วยความรังเกียจ
เรียกแท็กซี่มาจอดคันหนึ่ง เฉินอั่งยิ้ม “พวกคุณไม่อยากนั่ง ก็นั่งแท็กซี่ไปแล้วกัน รถใหม่เล็กไปหน่อยจริง ๆ น่ะ อึดอัดด้วย”
“รู้อย่างนี้ไม่น่าอุตส่าห์มาเลย เสียเวลาฉัน” เสวียซานซานบ่นเบา ๆ แล้วเดินขึ้นแท็กซี่ไปเลย
สามีภรรยาเหวินกั๋วตงเองก็เต็มไปด้วยความไม่พอใจ บ่นงึมงำก่อนขึ้นรถตามกันไป
เหวินจื้อหย่งเห็นดังนั้น ก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ “พี่เขย ไม่ใช่ผมจะว่า ดูสิ่งที่คุณทำเข้าไปสิ”
แล้วก็ไม่พูดมากอีก เก็บกระเป๋าเสร็จก็ขึ้นเบาะหน้าไปทันที
เฉินอั่งไม่โกรธเลยสักนิด ยิ้มพลางบอกตำแหน่งที่หมายกับคนขับแท็กซี่ มองแท็กซี่ไปก่อนแล้ว จึงค่อยๆ เดินไปที่รถเบนท์ลีย์ของตนอย่างสบายอารมณ์
โรงแรมเชียนสี่เป็นโรงแรมระดับห้าดาวของเมืองปินเฉิง โคมไฟระย้าคริสตัลที่โถงใหญ่ห้อยลงมาจากช่องสูงสามชั้น พื้นเป็นหินอ่อนลายสลัก สะท้อนเงาได้
แท็กซี่ของครอบครัวเหวินมาก่อน พวกเขายกกระเป๋าลงจากรถเสร็จ ก็ยืนรออยู่หน้าประตูโรงแรมด้วยอาการประหม่า
“จื้อหย่ง ไม่ใช่ว่ามาผิดที่แล้วใช่ไหม” หลีเหม่ยเฟิ่งมองดูการตกแต่งหรูหรารอบด้าน ถามขึ้นอย่างขลาด ๆ
“ไม่ผิดหรอก ที่นี่ก็โรงแรมเชียนสี่ไม่ใช่หรือ ตอนขึ้นรถ เฉินอั่งก็บอกสถานที่นี้แหละ” เหวินจื้อหย่งกวาดตามองซ้ายทีขวาที กลืนน้ำลาย
“แกอย่าพลาดล่ะ ที่นี่เป็นโรงแรมห้าดาวหรูที่สุดในปินเฉิง ครอบครัวแกจะขายหน้าก็อย่าดึงฉันไปด้วย” เสวียซานซานก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว ราวกับจะพิสูจน์ว่าตนไม่ได้เป็นพวกเดียวกับครอบครัวเหวิน