“เธอว่าไงนะ เฉินอั่งลาออกเนี่ยนะ”
“ใช่ค่ะ เพิ่งอนุมัติไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเอง คุณไม่ทราบเหรอคะ...”
เหวินฮุ่ยหลินฟังไม่จบก็วางสายในทันที
เธอยืนนิ่งอยู่บนบันไดหน้าโรงเรียน ไม่ขยับเขยื้อน ราวกับถูกสายฟ้าผ่า
ลาออกแล้ว
เฉินอั่งลาออกแล้ว แถมยังไม่ยอมบอกเธออีก
เงินเดือนเดือนละหมื่นสองหายไปแล้ว
แล้วก็ดูเหมือนเขาไม่ได้ไปทำงานพิเศษมานานแล้ว น่าจะลาออกไปแล้วด้วย เงินอีกสี่พันก็หายไปด้วย
เขาทำตัวปล่อยปละละเลย จะกลายเป็นยาจกแล้วใช่ไหม
แล้วยังกู้เงินซื้อรถบีเอ็มดับเบิลยู กู้เงินส่งลูกเรียนพิเศษ แถมยังใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย ไม่สนใจอะไรในบ้านเลยสักนิด
แบบนี้เขาตั้งใจจะลากเธอให้จมไปด้วยกันใช่ไหม
เหวินฮุ่ยหลินตื่นตระหนกแล้ว หวาดกลัวอย่างที่สุด ตัวตนทั้งหมดเหมือนถูกสูบพลังชีวิตไปครึ่งหนึ่ง
หย่า ต้องหย่า ถ้าปล่อยให้ยืดเยื้อต่อไป ต้องถูกฉุดให้ตายแน่
ความคิดเรื่องการหย่าพุ่งวาบเข้ามาในใจราวกับงูพิษ
เหวินฮุ่ยหลินหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึก ขับไล่ไอเย็นที่ซึมออกจากซอกกระดูก
เมื่อสงบลงได้แล้ว เธอก็คิดขึ้นมาอีกว่าเป็นไปได้ไหมที่บ้านของเฉินอั่งจะตามหนี้คืนมาได้จำนวนมาก
เขาจึงมีความมั่นใจ อาจจะหมายถึงเขามีความมั่นใจ แล้วเขาจึงอยากใช้วิธีนี้สลัดเธอทิ้ง
ไม่รู้จะแยกแยะจริงเท็จอย่างไรดี จิตใจของเหวินฮุ่ยหลินสับสนวุ่นวายมาก จนตัวเองไม่มีสติ
จากนั้นเธอก็รีบโบกรถคันหนึ่ง พยายามทำใจให้สงบนิ่งที่สุด แล้วส่งข้อความไปหาถูหย่วนตงว่า
“เขาลาออกแล้ว ฉันรู้สึกไม่สบายใจเลย ฉันจะไปปรึกษาทนายตอนนี้”
ถูหย่วนตงยุ่งจนหัวหมุน บริษัทของเขากำลังเผชิญวิกฤตเงินทุนหมุนเวียน ถ้าไม่ได้งานของบริษัทลู่เฉียวกรุ๊ป มีความเสี่ยงจะถึงขั้นล้มละลาย
ตอนที่ได้รับข้อความจากเหวินฮุ่ยหลิน เขากำลังรอพบผู้รับผิดชอบของบริษัทลู่เฉียวกรุ๊ปอยู่หน้าห้องทำงาน
พอเห็นเนื้อหาข้อความ เขาก็ใจหายวาบเหมือนกัน ตัวสั่นเย็นเยียบโดยไม่ทันรู้ตัว
ที่จริงเขาไม่ค่อยรู้จักเฉินอั่งเท่าไหร่ ตอนแรกเขาก็ไม่รู้ว่าเหวินฮุ่ยหลินตั้งท้องหลังจากเลิกกับเขาแล้ว ยังไปหาคนอื่นมารับเลี้ยงเด็กคนอื่นอีก
