บทที่ 1 4735 บิตคอยน์
(นิยายเรื่องนี้ไม่ใช่นิยายเสินห่าวสมองกลวง อัปเดตหกตอนต่อวัน อ่านจุใจ)
ระยะเวลาสงบสติอารมณ์ก่อนหย่ายังเหลืออีกสองวัน
เฉินอั่งกลับมาที่บ้านเก่าในย่านมหาวิทยาลัยเพื่อเก็บกวาด เตรียมย้ายเข้ามาอยู่หลังหย่า
เปิดตู้เสื้อผ้า ด้านในแขวนเสื้อยืดเก่า ๆ สมัยเรียนมหาวิทยาลัยไว้สองสามตัว
ดึงลิ้นชักออกมา มีหนังสือสีเหลืองสองเล่ม เกียรติบัตรสองสามใบ และถุงยางอนามัยที่หมดอายุไปนานแล้วหนึ่งกล่อง
ลิ้นชักใบในสุดติดขัด เขาออกแรงดึงจนสุดแรง ลิ้นชักหลุดออกมาทั้งใบ ข้าวของกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น
แฟลชไดรฟ์สีดำอันหนึ่งกลิ้งมากระทบเท้า
เขาจำไม่ได้ว่ามีแฟลชไดรฟ์นี้ พลิกไปพลิกมาดูสองรอบ ไม่มีอะไรพิเศษ ก็แค่คิงส์ตันรุ่นเก่า
คิด ๆ ดูแล้วก็เสียบเข้ากับโน้ตบุ๊กอย่างไม่ใส่ใจ ข้างในมีไฟล์เดียว: wallet_4735.txt
เปิดออกมา เป็นตัวอักษรผสมตัวเลขยาวเหยียด คล้ายรหัสลับบางอย่าง ด้านล่างมีข้อความบรรทัดเล็ก ๆ เขียนว่า:
“อั่งจื่อ 4735 อัน อย่าเพิ่งรีบขาย”
เฉินอั่งจ้องมองข้อความนี้ นิ่งอึ้งไป
4735 อัน? อะไรนะ?
หัวใจเต้นแรงขึ้นมาวูบหนึ่ง เขารีบก็อปปี้รหัสลับ นำเข้าโปรแกรมกระเป๋าเงิน
ชั่วพริบตาที่หน้าเว็บเปลี่ยน ตัวเลขทั้งหมดก็เด้งขึ้นมาพร้อมกัน:
4735 เหรียญ
มูลค่า 302.37 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ตามอัตราแลกเปลี่ยนในตอนนี้ มากกว่า 2,000 ล้านหยวน
เฉินอั่งจ้องมองหน้าจอ นิ่งไม่ไหวติง
ในห้องเงียบจนได้ยินเพียงเสียงพัดลมโน้ตบุ๊กที่ดังหึ่ง ๆ แสงอาทิตย์เดือนตุลาคมส่องลอดผ่านช่องผ้าม่านเข้ามา ทอดเป็นเส้นบาง ๆ บนหน้าจอ
พาดลงบนตัวเลขเก้าหลักตัวนั้นพอดี
เขายื่นมือไปหยิบแก้วน้ำบนโต๊ะ นิ้วที่สั่นเทาสัมผัสกับผนังแก้ว ชั่วขณะนั้นแก้วก็ร่วงหล่นจากปลายนิ้ว แตกกระจายอยู่บนพื้น
เขาไม่สนใจ สายตาไม่ละจากหน้าจอ
คือซุนอี้ เขานึกขึ้นมาได้แล้ว
เพื่อนที่เป็นแอดมินร้านเน็ตสมัยมัธยมปลาย คนที่มักจะจองเครื่องไว้ให้เขาเสมอ
คืนนั้นดูบอลดื่มเหล้า ได้ยินว่านอกโรงเรียนมีคนตีกันยกใหญ่ จากนั้นซุนอี้ก็วิ่งเข้ามาบอกว่าจะขอยืมเงินหนีไปก่อน เขากดเงินจากบัตรหนึ่งหมื่นยัดใส่มือให้
ซุนอี้รับเงินไป แล้วยื่นสิ่งหนึ่งให้เขา
ใช่แล้ว ก็คือแฟลชไดรฟ์อันนี้แหละ
“ถ้าภายในหนึ่งปีฉันไม่คืนเงิน ก็เอาสิ่งนี้เป็นการชดใช้หนี้” ซุนอี้พูดจบก็วิ่งหนีไป คืนนั้นเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ คนจากไปแล้ว
เฉินอั่งกลัวจะมีเรื่องยุ่งยากเลยไม่ได้ไปทวงหนี้ แฟลชไดรฟ์นี้ก็ถูกทิ้งอยู่ในลิ้นชัก นอนอยู่แบบนั้นสิบห้าปี
หนึ่งหมื่น สิบห้าปี สองพันล้าน
เฉินอั่งร่างสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้
จู่ ๆ โทรศัพท์ก็ดังขึ้น หน้าจอแสดงว่าเป็นสายจากแม่
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ติดต่อกันสองครั้ง ถึงกดรับ “แม่”
“เฉินอั่ง เดือนนี้ลูกโอนเงินมาอีกแล้วเหรอ…” เสียงของฉวีซู่ผิงเบามาก แฝงด้วยความกระอักกระอ่วนอย่างระมัดระวัง “แบบนี้ต่อไปฮุ่ยหลินจะรู้สึกว่าลูกเป็นภาระนะ ไม่ดีต่อครอบครัวเล็กของพวกเราหรอก”
เฉินอั่งอ้าปาก อยากจะพูดว่า “แม่ ผมมีเงินแล้ว มีเงินเยอะมาก” แต่พอคำพูดมาถึงปาก ก็กลืนกลับลงไป
เขารู้ดีว่าแม่สุขภาพหัวใจไม่ดี เมื่อตอนสาวเคยผ่านการผ่าตัดใหญ่มาครั้งหนึ่ง รับความตื่นเต้นไม่ได้
“แม่ ไม่เป็นไรครับ เรื่องเงินผมจัดการไว้หมดแล้ว แม่สบายใจได้”
“แล้วค่าใช้จ่ายของลูกเองพอมั้ย? พ่อบอกว่าเดือนหน้าไซต์ก่อสร้างจะเพิ่มให้อีกสองพัน ตอนนั้น…”
“แม่ไม่ต้องห่วงผมครับ กับคุณพ่อก็ดูแลสุขภาพด้วยนะครับ”
“พวกเราสุขภาพดีจ้ะ” เสียงของแม่พลันอ่อนโยนขึ้น “เสี่ยวจั๋วเวลาว่างก็จะมาพักที่บ้านเก่าเสมอ ลูกก็ไม่ต้องเป็นห่วงจนเกินไปนะ”
“ครับ” เฉินอั่งยกมือซ้ายขึ้นปิดหน้า ลูบลงแรง ๆ “วันเกิดคุณย่าผมจะกลับบ้าน วันนี้ให้เฉินจั๋วพักอยู่ที่บ้านไปก่อนนะครับ”
วางสายแล้ว เขานั่งลงบนโซฟาที่เต็มไปด้วยฝุ่น
ในห้องเงียบมาก เงียบจนเขาได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้น ทีละจังหวะ ดังกระแทกเยื่อแก้วหูราวกับสั่นสะเทือน
สองพันล้าน
เขาปิดหน้าอีกครั้ง ดวงตาที่เผยอจากร่องนิ้วค่อย ๆ เลือนลอย เรื่องราวเมื่อเจ็ดปีก่อนเหมือนหนังเก่า ฉายย้อนทีละเฟรมขึ้นตรงหน้า
บริษัทวัสดุก่อสร้างของพ่อเฉินจงฮุยถูกวางยาพิษ
ขาดทุนสองหมื่นเจ็ดล้าน หนี้ค้างชำระข้างนอกก็เรียกเก็บไม่ได้ ตรวจสอบภาษีก็จู่โจมเข้ามากะทันหัน
ชั่วข้ามคืน ฟ้าถล่มดินทลาย
เฉินอั่งที่เพิ่งแต่งงานเสนอขายบ้านเก่าหลังนี้เพื่อใช้หนี้ แต่แม่และภรรยาต่างไม่เห็นด้วย
ดิ้นรนอยู่นานกว่าครึ่งปี ทั้งบ้านจำนองทุกสิ่งที่มีรวบรวมได้สองหมื่นสามล้าน ที่เหลือสี่แสนไปกู้ยืมมาจากญาติพี่น้อง
เขาจากลูกเศรษฐีกลายเป็นวัวเป็นม้า
ปีนั้นเขาอายุยี่สิบหก ในเมืองปินเฉิงหางานเป็นเซลส์ที่บริษัทนำเข้าส่งออกแห่งหนึ่ง เลิกงานแล้วก็วิ่งรับส่งคน เป็นพนักงานขับรถรับจ้าง รายได้ต่อเดือนประมาณหนึ่งหมื่นหก
ให้ภรรยาเหวินฮุ่ยหลินแปดพันเป็นค่าใช้จ่ายในบ้าน ส่งให้แม่หกพันใช้หนี้ ส่วนตัวเองเหลือไว้สองพัน
สองพันหยวน ในเมืองปินเฉิงพอแค่กินข้าวกับนั่งรถไฟใต้ดิน
เจ็ดปี เขาแทบไม่เคยซื้อเสื้อผ้าใหม่เลยสักตัว แถมยังเลิกบุหรี่ แทบไม่ไปร่วมวงสังสรรค์ เพราะอยากประหยัดเงิน
หนึ่งเดือนก่อน เหวินฮุ่ยหลินวางใบหย่าไว้บนโต๊ะ
“ฉันรับไม่ไหวแล้ว ต่อให้นายไม่คิดถึงฉัน ก็น่าจะคิดถึงเสี่ยวเทียนบ้างมั้ย? นายอยากให้เสี่ยวเทียนแบกหนี้ตามนายไปตลอดชีวิตเหรอ?”
เธอพูดประโยคนี้ก้มหน้า ไม่ได้มองเขาสักนิด น้ำเสียงราบเรียบเหมือนกำลังพูดถึงเรื่องของคนอื่น
เฉินอั่งเงียบไปสิบนาที แล้วเซ็นชื่อ
ชุดห้องที่ยังผ่อนอยู่ที่เขตเมืองใหม่ยกให้เธอ ส่วนบ้านชุดสามห้องนอนแถบเมืองเก่าให้ลูกชายเฉินเจ๋อเทียน
ระยะเวลาสงบสติอารมณ์สามสิบวัน ยังเหลืออีกสองวัน
เฉินอั่งลุกขึ้นเดินกลับไปตรงโน๊ตบุ๊ก หน้าจอยังสว่างอยู่ ตัวเลขดอลลาร์สหรัฐยาวเหยียดนั้นยังค้างอยู่ตรงนั้น
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา จิตใต้สำนึกจะโทรหาเหวินฮุ่ยหลิน อยากบอกเธอว่าผมมีเงินแล้ว ไม่ต้องหย่ากันแล้ว หนี้ก็ใช้คืนได้แล้ว
นิ้วค้างอยู่ที่ปุ่มโทรออก ทันใดนั้นก็ชะงัก
เจ็ดปีที่ผ่านมายังทนได้ แล้วทำไมตอนนี้เธอถึงจะหย่า?
เขาค่อย ๆ วางโทรศัพท์ลง เรื่องที่ยุ่งเหยิงในสมองมาตลอดเจ็ดปี อยู่ ๆ ก็เริ่มมองเห็นชัดเจนขึ้นมา
เหมือนคนสายตาสั้นที่ได้ใส่แว่น เส้นสายที่พร่ามัวทั้งหมดกลับมีขอบที่คมชัด
เหวินฮุ่ยหลินเดือนนี้ท่าทางรำคาญเขามากขึ้นเรื่อย ๆ
เวลาพูดไม่มองตาเขา ไลน์ไม่เคยตอบแบบหันหน้าให้เขาเห็น
ลูกชายก็เริ่มผิดปกติ เหนื่อยหน่าย เหินห่าง เรียก “พ่อ” เหมือนทำการบ้านส่ง
แต่ก่อนเขาคิดว่าเป็นเพราะหนี้สินกดทับจนคนเราผิดปกติ
ตอนนี้ ในชั่วขณะที่มีเงินสองพันล้านค้ำจุน ถึงกล้าคิดไปในทิศทางที่ไม่ดีเหล่านั้น
เก็บโทรศัพท์ หยิบกุญแจรถ เขาเดินออกจากบ้านเก่าโดยไม่หันหลังกลับ
บิตคอยน์ต้องเปลี่ยนเป็นเงินสด สาเหตุที่เหวินฮุ่ยหลินขอหย่า ก็ต้องสืบ
ปลายเดือนตุลาคม ลมเมืองปินเฉิงหนาวเย็นแล้ว
รถยนต์ Magotan วิ่งทะยานบนถนนปินเจียง เฉินอั่งเลื่อนกระจกรถลง ลมเย็นพัดวูบเข้ามา นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าสมองปลอดโปร่งขนาดนี้
เจ็ดปีแล้ว ที่เขาคอยใช้หนี้ คอยก้มหน้า คอยอดทน ถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนมาใช้ชีวิตที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมแล้ว
เงินคือความกล้าของลูกผู้ชาย
ตอนนี้ เขากล้าเกินตัว
ความกล้ามีแล้ว แต่เขายังต้องใจเย็น เขาบอกตัวเองว่า ใจเย็นไว้
ระหว่างรอสัญญาณไฟแดง เขาก็โทรหาอวี่เลี่ยง เพื่อนซี้ตั้งแต่เด็ก
“อาเลี่ยง แนะนำทนายความที่เชื่อถือได้ให้หน่อย”
“เรื่องอะไร?” เสียงของอวี่เลี่ยงแฝงความประหลาดใจ
ทั้งคู่เป็นเพื่อนสนิทที่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ ตอนนั้นที่บ้านล้มละลาย อวี่เลี่ยงแอบยัดบัตรธนาคารที่มีเงินสองล้านส่งไปให้เขา โดยไม่ให้ภรรยารู้ แต่เขาไม่ได้เอา ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะจำบุญคุณนี้ไม่ได้
“เรื่องทรัพย์สินน่ะ”
“แค่นี้เหรอ?”
เฉินอั่งจ้องมองไฟแดงข้างหน้า อืมรับคำเดียว ไม่ได้พูดอะไรมาก
วางสายแล้ว เขาเหยียบคันเร่ง Magotan ส่งเสียงครางทุ้มต่ำ แล้วรวมเข้าสู่การจราจร
สองพันล้าน ทรัพย์สินส่วนตัวก่อนสมรสล้วน ๆ
ขอแค่อย่าเอาเงินนี้ไปปนกับเงินค่าใช้จ่ายครอบครัวหลังสมรส อย่าให้อยู่ภายใต้ชื่อของตัวเอง แล้วใครก็เอาเงินนี้ไปไม่ได้แม้แต่สลึงเดียว
ตอนนี้ ก่อนอื่นเขาจะต้องสะสางสองเรื่องให้กระจ่าง:
หนึ่ง เรื่องเงินทำยังไงให้เข้ากระเป๋าอย่างมั่นคง
สอง เจ็ดปีนี้ ตัวเองแม่งต้องทำงานหนักแทนใครวะ