“ตำนานของเซียนเทียนเปยเล่าขานมาจนถึงทุกวันนี้ ไม่มีใครรู้ว่าเมื่อครั้งนั้นเขาสังหารผู้บำเพ็ญเพียรไปกว่าครึ่งโลกาเพราะเหตุใด ยิ่งไม่มีใครรู้ว่าเขาบรรลุเซียนได้อย่างไร เบาะแสเดียวที่หลงเหลือไว้มีเพียงถ้ำพำนักแห่งหนึ่งกับกระบี่ร่ำไห้หนึ่งเล่ม”
“ทุกคนต่างคาดเดาว่าถ้ำพำนักเทียนเปยจะเปิดได้ก็ต่อเมื่อกระบี่ร่ำไห้ยอมรับนายแล้ว บรรดาผู้ทรงพลังในโลกผู้บำเพ็ญเพียรนับไม่ถ้วนต่างเฝ้ารอช่วงเวลานั้น ทว่าตลอดหลายปีมานี้ กระบี่ร่ำไห้ไม่เคยมีปฏิกิริยาแม้แต่น้อย”
พูดถึงตรงนี้ อิงอู๋ฮั่วก็หยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนหันมามองฉือเหมี่ยว “แต่ช่วงนี้กระบี่ร่ำไห้มีปฏิกิริยาแล้ว และการฟื้นคืนของมันนี่แหละที่ทำให้กระบี่ทุกเล่มในสุสานกระบี่ถูกกดพลังวิญญาณไว้ เพื่อหล่อเลี้ยงมัน”
ฉือเหมี่ยวฟังอย่างตั้งใจมาก มีเพียงตอนท้ายที่ดวงตาเป็นประกายขึ้นมา
“งั้นเจ้าหมายความว่า กระบี่ร่ำไห้อาจถูกใจข้า หึงหวงจนไม่ยอมให้กระบี่เล่มอื่นเลือกข้าอย่างนั้นหรือ?”
อิงอู๋ฮั่ว “...เจ้าสรุปแบบนั้นได้อย่างไร?”
แม้ตอนนี้เขาจะคิดแบบนั้นอยู่เหมือนกัน แต่ฉือเหมี่ยวพูดออกมาเองหน้าตาเฉยแบบนี้ก็หน้าด้านเกินไปหน่อยกระมัง
นี่คือกระบี่คู่กายที่ผู้บรรลุเซียนตัวจริงทิ้งไว้เชียวนะ ล้ำค่าและทรงพลังเพียงใดกัน?!
ต่อให้เจ้ามีพรสวรรค์สูงส่งแค่ไหน อีกฝ่ายก็ไม่น่าจะถึงขั้นจำกัดกระบี่เล่มอื่นเพราะเจ้าเสียหน่อย!
พูดแบบนี้ออกไปมีหวังโดนคนซ้อมแน่!
ฉือเหมี่ยวเอ่ย “เจ้าก็บอกเองว่าเพิ่งเริ่มมีปฏิกิริยาเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งก็เป็นช่วงที่ข้ามาทดสอบที่เขาเก้ากระบี่พอดีไม่ใช่หรือ? ในเมื่อมันกดกระบี่นับหมื่นได้ การไม่ยอมให้กระบี่นับหมื่นเลือกข้าก็สมเหตุสมผลที่สุดแล้ว ที่สำคัญคือ...ถ้าไม่ใช่เพราะเหตุนี้ เจ้าจะอธิบายสถานการณ์ตอนนี้ด้วยวิธีอื่นได้หรือ?”
