บทที่ 5 ฝึกกระบี่กับคนที่คาดไม่ถึง
สวนสาธารณะในเขตบ้านหลานซิงไม่ใหญ่ ถูกบีบอยู่ระหว่างตึกเก่าหกชั้นไม่กี่หลัง เป็นพื้นที่เล็กนิดเดียว
ต้นเพลนที่ปลูกมานานหลายต้นบิดเบี้ยวปักอยู่โดยรอบ ลมยามเย็นพัดใบไม้ดังกรอบแกรบ ตอนนี้ไฟถนนยังไม่สว่าง ฟ้ายังมีแสงสลัวๆ เหลืออยู่ พอมองเห็นทางได้เลือนราง
อู๋โยวหิ้วกระบี่ไม้เก่าๆ เล่มนั้น หามุมสวนที่พื้นคอนกรีตค่อนข้างเรียบได้ที่หนึ่ง
ไม่มีใคร
เขาสูดลมหายใจลึก หลับตา ทบทวนเนื้อหาวิชากระบี่พื้นฐานในหัวอีกครั้ง
ข้อมูลพวกนั้นยังอยู่ ชัดเจนราวกับถูกจารึกไว้
วิชาตัวเบา วิธีจับกระบี่ การหายใจ สิบสามท่า...
เขาลืมตา กำด้ามกระบี่แน่น
เริ่มจากฝึกวิชาตัวเบาก่อน
วิชาตัวเบาพื้นฐานแบ่งเป็นห้าประเภท คือ รุก ถอย กระโจน ขวาง และเฉียง อู๋โยวทำตามความทรงจำในสมอง แยกเท้าออกกว้างเท่าหัวไหล่ งอเข่าเล็กน้อย ย่อจุดศูนย์ถ่วงลง จากนั้น——
รุก
เท้าซ้ายก้าวไปข้างหน้าครึ่งก้าว เท้าขวาตามไป ร่างกายรักษาระดับแนวราบตลอด ห้ามขึ้นลง
ถอย
เท้าขวาถอยหลัง เท้าซ้ายตามกลับมา จังหวะเหมือนเดิม ควบคุมจุดศูนย์ถ่วงแบบเดิม
กระโจน
เท้าทั้งสองข้างออกแรงพร้อมกัน ร่างกายพุ่งไปข้างหน้าก้าวเล็กๆ ย่อเข่าลงรับแรงตอนลงพื้น รักษาความมั่นคง
ขวาง
เคลื่อนตัวไปทางซ้าย เท้าขวาตาม เคลื่อนตัวไปทางขวา เท้าซ้ายตาม ระยะแต่ละก้าวต้องเท่ากัน ร่างกายห้ามแกว่ง
เฉียง
ไปทางซ้ายด้านหน้าสี่สิบห้าองศา ไปทางขวาด้านหลังสี่สิบห้าองศา——
อู๋โยวเดินซ้ำไปมา บนพื้นคอนกรีตดังเสียงฝีเท้าถี่ๆ ตอนแรกท่าทางยังแข็งๆ ก้าวยาวบ้างสั้นบ้าง จุดศูนย์ถ่วงก็ไม่มั่นคง เกือบสะดุดตัวเองล้มหลายครั้ง
แต่พอเดินไปหลายรอบ ร่างกายก็ค่อยๆ จดจำความรู้สึกนั้นได้ ฝีเท้าลื่นไหลขึ้นบ้าง
ฝึกวิชาตัวเบาอยู่สิบนาทีเศษ เขาเริ่มฝึกวิธีจับกระบี่
วิธีจับกระบี่ในวิชากระบี่พื้นฐานไม่ใช่แค่จับง่ายๆ ด้ามกระบี่ยันกับกลางฝ่ามือ นิ้วโป้งกับนิ้วชี้รั้งที่กระบังกระบี่ นิ้วที่เหลืออีกสามนิ้วกำด้ามกระบี่ตามธรรมชาติ——นี่คือการจับแบบปกติ
การจับแบบย้อนคือตัวกระบี่แนบกับแขนท่อนล่าง นิ้วโป้งกดที่กระบังกระบี่ นี่คือท่าจับสำหรับการประชิดตัวระยะสั้น
ยังมีจับกระบี่สองมือ จับกระบี่มือเดียว จับหลวม จับแน่น...
อู๋โยวเปลี่ยนท่าไปมา ให้ปลายนิ้วจดจำความรู้สึกของวิธีจับแต่ละแบบ ด้ามกระบี่ไม้ถูกเสียดสีจนเรียบลื่น จับนานๆ ฝ่ามือเริ่มเหนอะหนะ เขาเช็ดเหงื่อบนกางเกง แล้วฝึกต่อ
วิธีหายใจต้องตามการเคลื่อนไหว
รุกให้หายใจเข้า ถอยให้หายใจออก กระโจนให้หายใจเข้า ลงพื้นให้หายใจออก แทงให้หายใจออก เก็บให้หายใจเข้า
การหายใจต้องประสานกับการเคลื่อนไหว ห้ามผิดจังหวะ
ตอนแรกเขาลืมบ่อย เวลาแทงจะกลั้นหายใจ พอครบหนึ่งชุดรู้สึกอึดอัดหน้าอก
ต่อมาเขาลดความเร็วลง ค่อยๆ ทำให้ถูกทีละท่า จนเริ่มจับทางได้บ้าง
จากนั้นเป็นสิบสามท่าพื้นฐาน
ตวัด พาด เด้ง ปัด ฟัน แทง จิ้ม ดีด กวน ดัน ผ่า สกัด ล้าง
อู๋โยววางกระบี่ไม้ขวางตรงหน้า เริ่มฝึกแยกแยะทีละท่า
ตวัด: ตัวกระบี่ตวัดขวาง จากซ้ายไปขวา จากขวาไปซ้าย แรงต้องส่งไปที่ช่วงปลายกระบี่ ใช้เอวขับเคลื่อนแขน ไม่ใช่แค่ข้อมือ เขาลองตวัดดูหลายที ตัวกระบี่ฟาดอากาศเกิดเสียงหวือ
พาด: เหนี่ยวนำตามแรง ยืมแรงตีแรง ตัวกระบี่แนบอาวุธฝ่ายตรงข้ามพาไปข้างหลัง ให้แรงฝ่ายตรงข้ามไหลหลุดไป ท่านี้เขาฝึกแล้วฝืดที่สุด เพราะไม่มีคู่ต่อสู้ ทำได้แค่นึกภาพในอากาศ
เด้ง: จากล่างตวัดขึ้น ปลายกระบี่ชี้บน ส่วนใหญ่ใช้ทำลายการโจมตีส่วนล่างของฝ่ายตรงข้าม
ปัด: ขวางกระบี่ปัดป้อง ปิดเส้นทางโจมตีของฝ่ายตรงข้าม ตัวกระบี่ต้องเฉียง ห้ามรับตรงๆ มิฉะนั้นจะรับแรงทั้งหมดไว้ที่มือ
ฟัน: จับกระบี่สองมือ ฟันจากบนลงล่าง นี่คือท่าที่มีแรงมากที่สุดในสิบสามท่า อู๋โยวตอนฝึกไม่กล้าออกแรงมาก กลัวกระบี่ไม้หัก
แทง: แทงตรง แทงปกติ แทงขนานพื้น แทงขึ้น แทงลง ตัวกระบี่เป็นเส้นตรงเดียวกับแขน แรงเริ่มจากเท้า ผ่านเอว ถึงไหล่ ไปแขน สุดท้ายพ้นจากปลายกระบี่
อู๋โยวแทงอากาศหลายสิบครั้ง จินตนาการว่าตรงหน้ามีอสูรตัวนั้นยืนอยู่ ปลายกระบี่แทงทะลุหัวมัน
จิ้ม: ปลายกระบี่จิ้มลง เหมือนไก่จิกข้าว ส่วนใหญ่ใช้โจมตีข้อมือหรือมือที่ถืออาวุธของฝ่ายตรงข้าม
ดีด: ตัวกระบี่ดีดขวาง ใช้ห้วงกลางกระบี่ดีดปะทะฝ่ายตรงข้าม แรงต้องสั้นและหนัก แรงระเบิดต้องแรง
กวน: ปลายกระบี่หมุนเป็นวงกลม กวนปั่นอาวุธฝ่ายตรงข้าม ท่านี้ต้องประสานกับวิชาตัวเบา กวนไปด้วยบุกไปด้วย
ดัน: ตัวกระบี่กดลง กดทับอาวุธฝ่ายตรงข้าม แรงต้องหนักแน่น ห้ามเบาลอย
ผ่า: ผ่ามือเดียว จากบนลงล่าง คล่องตัวกว่าท่าฟัน แต่แรงเบากว่าเล็กน้อย
สกัด: สกัดกั้นการโจมตีของฝ่ายตรงข้าม อาจเป็นการสกัดปกติ สกัดเฉียง สกัดขึ้น สกัดลง ดูตามทิศทางการโจมตีของคู่ต่อสู้
ล้าง: ฟาดกวาด ตัวกระบี่ฟาดขวางออกไป พิสัยโจมตีกว้างที่สุด แต่แรงก็กระจายที่สุดเช่นกัน
อู๋โยวฝึกอย่างช้าๆ ฝึกครบหนึ่งรอบก็เริ่มใหม่ตั้งแต่ต้น ตอนแรกเคลื่อนไหวช้ามาก เหมือนหนังที่ฉายแบบสโลว์โมชัน หนึ่งท่าหนึ่งกระบวนถูกแยกชัดเจน
ต่อมาค่อยๆ เร็วขึ้นนิด ระหว่างการเคลื่อนไหวมีการเชื่อมต่อกัน ไม่แข็งทื่ออีก
ฟ้ามืดสนิทลง ไฟถนนก็สว่างแล้วตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ แสงสลัวๆ ส่องลอดผ่านช่องใบเพลนลงมา เกิดเงาลายพร้อยบนพื้น
อู๋โยวตัวเปียกเหงื่อ เสื้อยืดแปะติดหลัง แต่รู้สึกดีมาก ท่วงท่าเหล่านั้นค่อยๆ สลักเข้าไปในร่างกาย ไม่ใช่แค่ความทรงจำในสมองอีกต่อไป แต่เป็นความทรงจำของกล้ามเนื้อ
ฝึกวิชากระบี่พื้นฐานเสร็จหนึ่งชุด เขาหยุดดูเวลา
ครึ่งชั่วโมงกว่า
เขาเหลือบมองหน้าต่างคัมภีร์กระบี่ในสมองอีกครั้ง
วิชากระบี่พื้นฐาน (ขั้นเริ่มต้น) (0/50)
ยังเป็น 0
ค่าระดับความชำนาญไม่ขึ้นเลยสักนิด
อู๋โยวตะลึงงัน ก่อนจะส่ายหน้า
อาจจะฝึกยังน้อยเกินไป หลังจากขั้นเริ่มต้นต้องการค่าระดับความชำนาญมากขึ้น ฝึกครึ่งชั่วโมงไม่ได้อะไรก็เป็นเรื่องปกติ
เขาเก็บกระบี่ไม้ เตรียมกลับบ้าน เพิ่งก้าวเท้า ท้องก็ร้องขึ้นมา ถึงนึกได้ว่าแม่หวูเร่งให้เขากลับไปกินข้าวเร็วๆ
ต้องไปแล้ว
เขาถือกระบี่เดินไปทางประตูเขตบ้าน พอถึงใต้ตึกของตัวเอง ก็มีเสียงดังมาจากข้างหลัง
“อู๋โยว? อยู่เขตนี้เหมือนกันหรือนี่”
เสียงใสดังชัด แฝงความประหลาดใจ
อู๋โยวหันหลังไป
ห่างออกไปไม่กี่ก้าว มีเด็กสาวคนหนึ่งยืนอยู่ ผมดำยาวตรง ใส่ชุดนักเรียนญี่ปุ่นกระโปรงดำด้านล่างขาวด้านบน สายลมยามค่ำพัดชายผมเธอเบาๆ แสงไฟถนนตรงประตูเขตบ้านส่องกระทบตัวเธอพอดี แผ่รัศมีแสงนุ่มนวลโอบล้อมทั่วร่าง
ฮวาหลินหลิน
เพื่อนร่วมห้อง
ในหัวอู๋โยวแวบผ่านเศษความทรงจำ——พวกผู้ชายในโรงเรียนมัธยมห้าแอบจัดอันดับความงามของเด็กผู้หญิงแต่ละชั้นปี ฮวาหลินหลินครองอันดับสามตลอดกาล
ตรงทางเดินมักมีเด็กผู้ชายห้องอื่นแกล้งเดินผ่าน เพื่อจะได้มองเธอเพิ่มอีกสักสองสามตา
อู๋โยวเมื่อก่อนก็เป็นหนึ่งในนั้น
แต่ตอนนั้นอู๋โยวเก็บตัวเกินไป อย่าว่าแต่เข้าไปคุยเลย แม้แต่แอบมองนานหน่อยก็จะรีบหลบสายตา ดังนั้นเป็นเพื่อนร่วมชั้นกันสามปี แทบไม่เคยพูดกันเลย
“อืม” อู๋โยวพยักหน้า “เธอก็อยู่เขตนี้?”
ฮวาหลินหลินยิ้ม เดินเข้ามาใกล้สองก้าว “ไม่ใช่ค่ะ คุณอาสองเพิ่งย้ายมาทางนี้ วันนี้มาเยี่ยม ไม่คิดว่าจะเจอนาย”
“อ้อ”
อู๋โยวรับคำ ไม่ได้พูดต่อ หันข้างเตรียมขึ้นตึก
“เฮ้——” ฮวาหลินหลินเรียกเขาไว้ “คุณอู๋โยว อย่าเพิ่งไป ช่วยฉันหน่อยได้ไหม?”
อู๋โยวหยุดฝีเท้า
“ฉันไม่รู้ว่าหอพักสิบสองอยู่ตรงไหน” ฮวาหลินหลินเอียงศีรษะ น้ำเสียงแฝงแววออดอ้อน “เมื่อกี้หาอยู่สักพัก ก็หาไม่เจอเลย”
อู๋โยวยกมือชี้ทิศทาง “ทางนี้เดินไปสุด เลี้ยวซ้าย เดินไปอีกสุด เลี้ยวขวา”
เขาพูดชัดเจนมาก ทุกคำชัดถ้อย
ฮวาหลินหลินมองตามนิ้วเขาแวบหนึ่ง แล้วหันกลับมา รอยยิ้มบนหน้าไม่เปลี่ยน “แต่ว่า——ฉันมันคนหลงทางน่ะสิ”
เธอลากเสียงท้ายยาว
“คุณอู๋โยวพาฉันไปหน่อยได้ไหมคะ? ขอบคุณนะ”
ทั้งที่เป็นคำขอร้อง แต่น้ำเสียงกลับมั่นใจ ราวกับกำลังบอกว่า เธอต้องตอบตกลงแน่ๆ
อู๋โยวเมื่อก่อนคงจะต้านไม่ไหวแล้ว
หน้าแดง ก้มหัว ไม่พูดพร่ำทำเพลง พาเดินนำทาง แล้วตลอดทางก็กระวนกระวาย พูดไม่ถูก กลับบ้านยังต้องเสียใจที่ตัวเองขลาดเกินไป
แต่ตอนนี้อู๋โยวแค่มองเธอแวบหนึ่ง
ในหัวผ่านศัพท์หลายคำ——เล่ห์เหลี่ยมสูง วาทะนางร้าย เปลี่ยนแฟนเร็วกว่าเปลี่ยนเสื้อ
นี่ไม่ใช่เขาสรุปเอง แต่เป็นเรื่องซุบซิบของเพื่อนร่วมชั้นในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม ตอนนั้นไม่ได้ใส่ใจ ตอนนี้ดูแล้ว——เกรงว่าจะเป็นเรื่องจริง
“ขอโทษด้วย” อู๋โยวพูด “ฉันยังมีธุระ”
จิตไร้สตรี จึงจะเพลงกระบี่เทพ
เขาถือกระบี่ หันหลังเดินเข้าไปในทางเดินตึก
ด้านหลังเงียบไปสองวินาที
ฮวาหลินหลินยืนอยู่ที่เดิม มองแผ่นหลังนั้นหายเข้าไปในทางเดิน รอยยิ้มบนหน้าค่อยๆ จางลง คิ้วขมวด สายตาฉายแววหงุดหงิดและอับอาย
“ช่างไม่รู้จักความหวั่นไหวเสียเลย”
เธอพึมพำเบาๆ หันหลังเดินไปทางที่อู๋โยวชี้เมื่อครู่ รองเท้าหนังสีดำกระทบพื้นคอนกรีตดังต็อกๆ ชัดเจนเป็นพิเศษในยามค่ำคืน
ในทางเดินมืดมาก ไฟเปิดด้วยเสียงก็ยังไม่สว่าง
อู๋โยวคลำทางมืดเดินขึ้นไป ในหัวยังคิดถึงวิชากระบี่เมื่อครู่
ตวัด พาด เด้ง ปัด...
ตอนขึ้นตึก เขาทบทวนสิบสามท่าในหัวอีกครั้ง ทีละกระบวน ราวกับกำลังฝึกอยู่ในสมองอีกครั้ง
แม้ค่าระดับความชำนาญจะยังเป็น 0
แต่เขาไม่ร้อนใจ
นี่เพิ่งฝึกไปแค่ครึ่งชั่วโมงเอง อีกทั้งยังมีกลไกฆ่าสัตว์ประหลาดได้ค่าประสบการณ์ วันข้างหน้ายังอีกยาวไกล