ชิงซวงยืนอยู่กลางลาน จ้องมองอิฐสีเขียวหกก้อนที่ถูกตัดขาดเป็นรอยเรียบเนียน นางยืนนิ่งอยู่นานกว่าจะได้สติกลับคืนมา
เมื่อครั้งนางเปิดเส้นลมปราณเส้นแรกได้ นางใช้เวลาถึงครึ่งปีเต็ม
ตลอดครึ่งปีนั้น นางลุกขึ้นนั่งสมาธิก่อนฟ้าสางทุกวัน ฝึกฝนจนตะวันลับขอบฟ้าจึงหยุดพัก ฝ่ามือพองจนหนังลอกแล้วลอกอีก ฝึกฝ่ามือทลายศิลาจนแขนบวม ยกไม่ขึ้น กว่าจะเปิดเส้นลมปราณเส้นแรกได้อย่างยากลำบาก
จนถึงตอนนี้ นางยังจำได้ดี วันที่นางเปิดเส้นลมปราณเส้นแรกได้ ทั้งเมืองหลวงต่างสั่นสะเทือน
ท่านปู่ดีใจจนจัดงานเลี้ยงใหญ่ติดต่อกันสามวัน แม้ตอนนั้นนางยังไม่ค่อยประสาเรื่องราว แต่ก็รู้ว่าการเปิดเส้นลมปราณเส้นแรกได้ภายในครึ่งปี เป็นเรื่องที่น่าทึ่งอย่างยิ่ง
ต่อมา เมื่อนางประลองกับคนหนุ่มสาวทั่วเมืองหลวงจนไร้คู่ต่อกร ก็ยิ่งทำให้นางตระหนักอย่างลึกซึ้งว่าตนมีพรสวรรค์ด้านวรยุทธ์เพียงใด
นางไม่เก่งเรื่องอ่านหนังสือ นี่จึงเป็นความภาคภูมิใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนาง
นางไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีคนวัยเดียวกับนาง สามารถบดขยี้นางได้อย่างราบคาบในด้านที่นางภาคภูมิใจที่สุด
ไม่เพียงเท่านั้น ในด้านที่นางไม่ถนัด เฉินฉางอานก็ยังบดขยี้นางได้ยิ่งกว่าเดิม
ถึงกระนั้น นางก็ไม่อิจฉาเฉินฉางอานแม้แต่น้อย
เพราะอย่างไรเสีย เขาก็คือสหายที่ดีที่สุดของนาง
ไม่ว่าเขาจะสอบคัดเลือกข้าราชการได้อันดับหนึ่ง หรือวรยุทธ์ก้าวหน้า นางก็ล้วนยินดีแทนเฉินฉางอาน
ต่อให้วันหนึ่งพลังของเขาเหนือกว่านาง ก็ยังเป็นเรื่องในอีกนาน
รอยยิ้มจากใจปรากฏบนใบหน้างามของชิงซวง นางโอบไหล่เฉินฉางอานพลางกล่าวว่า “เพื่อฉลองที่เจ้าเปิดเส้นลมปราณเส้นแรกได้ เจ้าต้องลงครัวทำอาหารเลิศรสเต็มโต๊ะด้วยตนเอง ข้าอยากกินซี่โครงหมูเปรี้ยวหวาน กุ้งทอดน้ำมันร้อน หมูสามชั้นหนังกรอบ...”
