หลังหลี่ฝู่เจิงออกเดินทางไป เมิ่งลี้เยว่ก็นอนต่ออีกงีบ พอตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ในไวแชตก็มีข้อความเพิ่มมาหนึ่งข้อความ
เป็นตารางบินที่เรียบง่ายตรงไปตรงมาจนน่าตกใจ
เวลาเครื่องขึ้นและลงของแต่ละช่วงบินในวันนี้ถูกระบุไว้อย่างชัดเจน
เธอเปิดดูแผนที่สภาพอากาศ พอเห็นแล้วก็เริ่มรู้สึกสังหรณ์ใจว่าคำอวยพรของตัวเองคงช่วยอะไรไม่ได้มากนัก
เป็นอย่างที่คิด เที่ยวบินช่วงแรกของหลี่ฝู่เจิงที่มุ่งหน้าไปปักกิ่งล่าช้าเพราะสภาพอากาศ กว่าจะได้ขึ้นบินก็ไม่ง่าย พอใกล้จะลงจอด สนามบินก็ปิดอีกครั้ง
เดิมทีวางแผนจะลงจอดสำรองที่สือเจียจวง แต่สนามบินเจิ้งติ้งก็ไม่สามารถรับเครื่องได้เพราะสภาพอากาศเช่นกัน
จึงต้องอ้อมไปลงจอดที่จี่หนาน
ในห้องโดยสารเต็มไปด้วยเสียงบ่น ลูกเรือพยายามทำทุกวิถีทางแล้ว แต่ก็แทบจะปลอบอารมณ์ผู้โดยสารไม่ไหว พนักงานต้อนรับบนเครื่องหมายเลขสามจึงทำได้เพียงโทรศัพท์ภายในไปยังห้องนักบิน ถามว่ากัปตันจะประกาศได้หรือไม่
อย่างไรเสีย สำหรับผู้โดยสารส่วนใหญ่ นักบินเป็นผู้ควบคุมเครื่องบินทั้งลำ คำพูดของเขาย่อมมีพลังโน้มน้าวและทำให้เกรงขามได้มากกว่า
“กัปตัน จะประกาศไหมครับ เสียงพี่เพราะกว่าผมอีก...”
ผู้ช่วยนักบินเป็นหนุ่มน้อย เพิ่งจบจากสถาบันการบินได้ไม่ถึงสองปี เพิ่งผ่านช่วงแรกของการเป็นผู้ช่วยนักบินมาได้ และเลื่อนขึ้นเป็นเอฟทู
ผู้สังเกตการณ์ที่นั่งอยู่ด้านหลังก็เป็นผู้ช่วยนักบินเหมือนกัน แต่ชั่วโมงบินกับจำนวนเที่ยวบินขึ้นลงที่สะสมไว้ใกล้จะครบแล้ว อีกทั้งไม่ได้จับคู่บินกับหลี่ฝู่เจิงในเที่ยวนี้
เขามีประสบการณ์มากกว่า จึงขยิบตาพลางพูดกับหลี่ฝู่เจิงว่า “แค่ประกาศในห้องโดยสารคงไม่พอแล้วครับ กัปตันต้องออกไปเอง”
