สายตาของฉือจื้อหันกลับมาอีกครั้ง ดูเหมือนจะกลับมาสงบนิ่งแล้ว
“ไม่ต้องหรอก คุณสั่งอาหารได้เลย”
เสียวหรงยิ้มให้เขาอีกครั้ง ก่อนส่งเมนูคืนให้พนักงานเสิร์ฟ
บรรยากาศเงียบลงฉับพลัน ฉือจื้อไม่ใช่คนที่ชอบเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนาก่อนอยู่แล้ว
ช่วงเวลาที่นั่งรออาหารจึงกลายเป็นช่วงเวลาน่าอึดอัดขึ้นมาอย่างกะทันหัน
เวลาแชตหาเขา เสียวหรงต้องคอยไตร่ตรองซ้ำแล้วซ้ำเล่า กว่าจะตัดสินใจส่งข้อความออกไปได้ แม้แต่สติกเกอร์ก็ยังต้องเลือกแล้วเลือกอีก เพราะอยากทำให้ตัวเองดูน่าสนใจและมีเสน่ห์มากขึ้น
แต่ตอนนี้ฉือจื้ออยู่ตรงหน้าเธอ แค่จังหวะการหายใจของเขาก็ส่งผลต่อความรู้สึกของเธอได้แล้ว
ก่อนหน้านี้เสียวหรงเคยคุยกับผู้ชายคนอื่น แต่ไม่เคยรู้สึกประหม่าแบบนี้มาก่อน มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้น...
เมื่อเธอตระหนักว่าแค่ฉือจื้อมองมาครั้งหนึ่งก็ทำให้เธอประหม่าได้ถึงเพียงนี้ เธอก็เข้าใจว่ารักแรกพบครั้งนี้รุนแรงแค่ไหน
เขาไม่เปิดโอกาสให้เธอได้ขัดขืนเลยสักนิด เธอตกหลุมรักเขาเข้าแล้ว และจมลึกจนถอนตัวไม่ขึ้น
“ปกติพวกคุณ...ฝึกซ้อมกันยุ่งมากใช่ไหม”
ในที่สุดเสียวหรงก็หาหัวข้อสนทนาได้ เธอถามอย่างระมัดระวัง ดวงตากลมโตคู่นั้นซ่อนความไม่สบายใจไว้เล็กน้อย แต่ก็พยายามข่มเอาไว้สุดกำลัง
ฉือจื้อก้มหน้าหยิบแก้วบนโต๊ะขึ้นมา ตอบเสียงทุ้มว่า “ก็ยุ่งอยู่บ้าง”
เสียวหรงถามต่อด้วยความอยากรู้ยิ่งกว่าเดิม “ยุ่งกับอะไรกันบ้างเหรอ”
ชายหนุ่มสีหน้าเคร่งขรึมตอบอย่างเป็นขั้นเป็นตอน “ฝึกสมรรถภาพ ฝึกกับอุปกรณ์ ฝึกจำลองการต่อสู้...”
แค่ยกตัวอย่างบางส่วน เวลาก็แทบเต็มแล้ว หมายความว่าตั้งแต่เช้าจรดค่ำเขาแทบไม่มีเวลาว่างเลย
ยิ่งมีภารกิจเข้ามาเป็นครั้งคราวด้วย เสียวหรงก็พอเข้าใจว่าทำไมเขาถึงไม่ค่อยตอบข้อความ และส่วนใหญ่ก็มักหายตัวไป
การชอบนักบินกองทัพอากาศสักคน อุปสรรคเหล่านี้ก็เป็นเพียงด่านพื้นฐานที่ต้องก้าวข้ามเท่านั้น
เสียวหรงยิ้มจนดวงตาโค้งเป็นพระจันทร์เสี้ยวอีกครั้ง “เหนื่อยแย่เลย คุณต้องระวังตัวด้วยนะ”
“...อืม”
ขณะที่บรรยากาศเริ่มอึมครึมขึ้นเรื่อย ๆ ในที่สุดพนักงานเสิร์ฟก็ยกอาหารมาเสิร์ฟ เธอถอนหายใจอย่างโล่งอก “กินได้แล้ว ร้านนี้อร่อยมากเลย ฉันมาหลายครั้งแล้ว!”
