# บทที่ 3 พี่ชาย เจ้าไปอยู่ที่ไหนมา
“ข้าแซ่อวี๋ ชื่อเหลียง เจ้าจะเรียกข้าว่าอาลุงอวี๋ หรือท่านอวี๋ก็ได้!”
“ท่านอา สวัสดีขอรับ!”
ท่านเศรษฐีอวี๋ได้ยินก็หัวเราะ
เขาเป็นพวกมือสังหารที่ลงมาจากกองทัพ ด้วยนิสัยแล้ว ที่เขาเกลียดที่สุดก็คือความอึกอักลังเล
ทำเรื่อง ทำคน ก็เหมือนกันหมด ความใจกล้าของอวี๋ลิ่งทำให้เขารู้สึกถูกชะตา
“หิวไหม?”
“หิว!”
ท่านเศรษฐีอวี๋พยักหน้า เขาดูออกว่าเด็กคนนี้หิวข้าว
ตอนที่เข้ามาในบ้านเมื่อครู่ เขาเห็นเด็กคนนี้กำลังเก็บเมล็ดถั่วดำในรางหินกินอยู่
อ้อมไปทางหนึ่ง ในมืออวี๋ลิ่งก็มีหมั่นโถวเกลียวเพิ่มมาสองก้อน
นั่งลงบนม้านั่งที่พ่อค้าหาบเร่ตั้งไว้ อวี๋ลิ่งก็เริ่มมื้อเช้ามื้อแรกในแผ่นดินต้าหมิง
หมั่นโถวเกลียว ซุปถั่ว แล้วก็เต้าหู้นิ่มอีกหนึ่งถ้วย
มองดูของกินพวกนี้ อวี๋ลิ่งก็นึกถึงเสี่ยวเหล่าหู่ขึ้นมา
ฟังเขาว่า จักรพรรดิไท่จู่จูหยวนจางโปรดกินเต้าหู้
จักรพรรดิเฉิงจู่จูตี้โปรดกินกิมจิ
จักรพรรดิหลงชิ่งจูไจ้จี้โปรดกินไส้ลา
เสี่ยวเหล่าหู่บอกว่า ต่อไปถ้าเขามีเงินแล้วจะกินขนมเนื้อห่านให้ทุกมื้อ
ขนมเนื้อห่านคืออะไร อวี๋ลิ่งไม่รู้ และก็ไม่เคยกิน
แต่การที่ทำให้พี่เสือเฝ้าคิดถึงไม่เลิกราได้ คงจะเป็นอาหารที่อร่อยมาก ๆ
การนั่งกินข้าวเป็นครั้งแรก อวี๋ลิ่งยังไม่ค่อยคุ้นเคย
เมื่อก่อนล้วนแต่กินในท่านั่งยอง ๆ เวลากินยังต้องระวังหน่อย เผลอแป๊บเดียวก็ถูกแย่งไปเสียแล้ว
ตอนนี้...
ตอนนี้นั่งอยู่อย่างมั่นคงนี่ อวี๋ลิ่งอดไม่ได้ที่จะขยับตัวไปมา
เพราะไม่คุ้นเคย อวี๋ลิ่งจึงกินอย่างรวดเร็ว
จึงไม่ได้ลิ้มรสว่ามีรสชาติเป็นเช่นไร
ท่านเศรษฐีอวี๋มองดูท่าทางระแวดระวังไม่เป็นสุขของอวี๋ลิ่ง
แม้ว่าเด็กคนนี้จะเก็บซ่อนได้ดี แต่เขาก็ดูออก
เด็กคนนี้ประหม่ามาก
ท่านเศรษฐีอวี๋แสร้งทำเป็นเรียบเฉย พูดเสียงเบาว่า
“ไม่ใช่ข้าไม่อยากซื้อให้ แต่ว่าข้างนอกไม่สะอาด
เดี๋ยวกลับไปอาบน้ำ ตอนเที่ยงกินที่บ้าน ดีกว่าข้างนอกเยอะ!”
ท่านอวี๋แสดงความหวังดีออกมาอีกครั้ง
ความหวังดีจาง ๆ ทำให้อวี๋ลิ่งวางตัวไม่ถูก ได้แต่ส่งเสียง ‘อืม’ เบา ๆ
ทว่าประโยคที่ว่าข้างนอกไม่สะอาดของท่านอวี๋นั้น ก็ไปสะกิดความทรงจำเลวร้ายบางอย่างของอวี๋ลิ่งขึ้นมาทันที
คำพูดของท่านอวี๋ไม่ผิด จิงเฉิงสกปรกจริง ๆ
ถนนหนทางล้วนเป็นทางดิน วันที่แดดจ้าฝุ่นก็ตลบฟุ้ง พอเจอวันฝนตกก็เฉอะแฉะเป็นโคลนตม
ถ้าแค่นี้ก็แล้วไป นี่ยังพอทนได้
ปัญหาคือมันยังจะซ้ำเติมให้แย่เข้าไปอีก!
คนที่ถ่ายทุกข์ตามที่สาธารณะมีมากเกินไป มี 'ขี้' มากเกินไป
หลังฝนตก ถนนเฉอะแฉะด้วยโคลน ขี้ที่มีสีสันชัดเจนไหลไปตามกระแสน้ำ กระเพื่อมอยู่ในบ่อน้ำขัง
เวลารถม้าแล่นผ่านมาไว ๆ ต้องรีบปิดปากทันที
ไม่งั้นก็ได้กินขี้แน่
หลังฟ้ามืดแล้ว ซอกซอยก็อย่าเข้าไป
อวี๋ลิ่งที่ใส่รองเท้าฟางเดินเข้าไปครั้งหนึ่ง เผลอไปเหยียบขี้เข้า
ขี้มันซอกซอนไปตามร่องรองเท้าฟางขึ้นมาเต็มฝ่าเท้าในพริบตา
แล้วก็ซอกซอนเข้าไปในซอกนิ้วเท้า...
สัมผัสเย็นเยียบนั้น ถึงตอนนี้อวี๋ลิ่งคิดขึ้นมาในหัวก็ยังหวาดกลัว
นี่มันจิงเฉิงนะ จิงเฉิงแห่งต้าหมิงที่มีขุนนางใหญ่น้อยพักอาศัยอยู่มากมาย
ยังมีสถานที่ที่เรียกกันว่า 'ฝูงนกร้อยตัวห้อมล้อมหงส์'
ที่แห่งนั้น ต่อให้เป็นเทพไป ก็ต้องเสียน้ำตาให้
พอถึงหน้าร้อน ก็แสบตาจริง ๆ
มิน่าถึงต้องพรมน้ำทำความสะอาดถนน เอากระดาษรองพื้น
อวี๋ลิ่งไม่มีเวลามาฟูมฟาย
ฟ้าดินจะกว้างใหญ่แค่ไหน ก็สู้การอิ่มท้องไม่ได้
ต่อให้ท่านอวี๋คนนี้จะมีแผนร้ายกับตน ตนเองก็ต้องกินข้าวให้อิ่มก่อน
ความรู้สึกหิวโหยมันทรมานเกินไป
ภายใต้การบีบคั้นของความหิวโหย คนก็คือสัตว์ป่า ล้วนเป็นสัญชาตญาณดิบ เพื่ออาหารสักคำ จะทำเรื่องเลวร้ายอะไรก็ได้
เลียริมฝีปาก อวี๋ลิ่งก็พบว่าตนเองยังไม่อิ่มเลย
แต่ในท้องพอมีอะไรบ้าง สมองก็ปลอดโปร่งขึ้นเยอะในพริบตา อวี๋ลิ่งเริ่มครุ่นคิดว่าเกิดอะไรขึ้น
พลางคิด พลางจดจำเส้นทางที่คุ้นเคยเสียจนจำขึ้นใจ
อาจจะกลัวว่าเขาจะวิ่งหนี กินข้าวเสร็จแล้วท่านเศรษฐีอวี๋ก็จูงมือเขาอีกครั้ง
แต่ไม่ได้ออกแรง แค่กำเบา ๆ ไว้
มองดูมือขาวนุ่มของท่านเศรษฐี อวี๋ลิ่งก็รู้สึกละอายใจ มือตนเองเหมือนตีนไก่
เดินผ่านมาสามถนน ท่านอวี๋ก็หยุดลงที่หน้าจวนแห่งหนึ่ง
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ทางประตูข้างมีหัวโผล่ออกมาครึ่งหัว ชั่วอึดใจต่อมาประตูใหญ่ก็เปิดออก
ประตูปิดลง ท่านเศรษฐีอวี๋ก็ปล่อยมือของอวี๋ลิ่ง เอ่ยแนะนำด้วยตนเองว่า
“นี่คนเฝ้าประตู ท่านจาง!”
“ท่านจาง สวัสดีขอรับ!”
“อืม~”
ผ่านฉากกำแพงเข้าไป สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาคือเรือนสี่ประสาน เป็นเรือนสี่ประสานที่ใหญ่มาก
ในลานบ้านมีต้นพุทราต้นหนึ่งใหญ่ กิ่งก้านสาขาของต้นพุทราที่แผ่ออกมานั้นมีชิงช้าผูกห้อยอยู่
มีเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งโดดลงมาจากชิงช้า
อวี๋ลิ่งรู้ว่าเด็กหญิงคนนั้นชำเลืองมองดูเขาครั้งหนึ่ง
อาจเป็นเพราะในบ้านมีคนแปลกหน้ามา เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ จึงวิ่งไปอย่างรวดเร็ว
วิ่งเข้าหาท่านอวี๋ที่ย่อตัวลงไปรับ กระโจนเข้าใส่ในอ้อมกอดของเขา ซบศีรษะลงในซอกคอ
“พ่อ!”
เสียงร้องเรียกหวานหูนุ่มนวลฟังรื่นหู เคหสถานอันเงียบสงบพลันมีชีวิตชีวาขึ้นมาในเสียงร้องเรียกนี้
มีความเป็นผู้คน มีรสชาติบางอย่างที่มิอาจเอ่ยได้
ท่านเศรษฐีอวี๋หันมามองอวี๋ลิ่งแวบหนึ่ง พูดเสียงเบาว่า
“เมิ่นเมิ่น เจ้าไม่ใช่ว่าอยากได้พี่ชายหรือ คนนี้มาเป็นพี่ชายเจ้า ดีไหม?”
อวี๋ลิ่งพบว่าเด็กหญิงคนนั้นมองเขาอีกครั้ง แล้วแสยะยิ้ม
“ดี!”
ท่านเศรษฐีอวี๋ชะงักไป เขารู้จักลูกสาวของตนดีกว่าใคร ๆ
ตั้งแต่แม่ของนางจากไป นิสัยก็กลายเป็นเงียบขรึม ไม่พูดไม่จา
ไม่ชอบพูด เจอคนก็หลบ
ท่านเศรษฐีอวี๋รู้ดีว่า ลูกสาวถูกเสียงร้องครวญครางยามเจ็บท้องคลอดของแม่นางทำให้ตกใจกลัว
จนจิตใจบกพร่อง
วัยนี้เป็นวัยที่เด็กซนมากที่สุด แต่เมิ่นเมิ่นกลับเงียบจนน่าเป็นห่วง
“เจ้ารู้ไหมว่าพี่ชายคืออะไร?”
“รู้ ซื่อฮวาฮวาก็มีพี่ชาย เจ้าแกะดำน้อยก็มีพี่ชาย พี่ชายก็คือพี่ชายใหญ่ เป็นคนที่คอยปกป้องน้องสาว เขาก็คือพี่ชายของข้า!”
ท่านเศรษฐีอวี๋นิ่งตะลึงไป...
ถ้าจำไม่ผิด นี่เป็นประโยคที่ต่อเนื่องกันยาวที่สุดที่เด็กคนนี้พูด
ปกติแล้วล้วนเป็น ค่ะ ทราบแล้ว อืม...
เห็นพ่อของตนไม่เชื่อ เมิ่นเมิ่นก็พูดต่อว่า
“พ่อ ท่านลืมแล้วหรือ ข้าล้วนบอกท่านแล้ว
ก่อนหน้านี้ข้ากับพี่ชายยืนอยู่ในที่สูงมาก สูงมาก มีคนตัวเล็ก ๆ มากมายอยู่รอบข้าง มีคนตัวใหญ่ ๆ มากมายอยู่ข้างล่าง...”
“ข้ากับพี่ชายตามหาพ่อด้วยกัน หาแล้วหาเล่า หาอยู่นานมาก...
ถามคนไปมากมาย พวกเขาก็ไม่เอาข้ากับพี่ชาย
พี่ชายบอกว่าเขาจะลงไปก่อน พอหาเจอแล้วจะมาเรียกข้า”
เมิ่นเมิ่นที่อยู่ในอ้อมกอดพูดไปพูดมาร่างกายก็พลันสั่นขึ้น พูดอย่างขาด ๆ หาย ๆ ว่า
“แต่พี่ชายไปแล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย ข้ากลัวอยู่คนเดียว ก็เลยกระโดดลงไป
ลืมตาขึ้นมาก็เห็นพ่อ แต่น่าเสียดายที่พี่ชายหายไป...”
ท่านเศรษฐีอวี๋ฟังแล้วรู้สึกขนหัวลุกไปทั่วร่าง เนื้อตัวก็อดไม่ได้ที่จะขนลุกซู่
ตั้งแต่ลูกสาวพูดเป็น เธอก็มักจะพูดเรื่องพวกนี้อยู่บ่อย ๆ อย่างขาด ๆ หาย ๆ
มองดูฟ้า บอกว่าเธอกับพี่ชายเคยอยู่ข้างบน ข้างบนยังมีคนตัวเล็ก ๆ คล้ายกับเธออีกมากมาย
พวกเขาล้วนอยู่ตัวคนเดียว ล้วนไม่มีพี่ชาย
มีแค่เธอคนเดียวที่มีพี่ชาย
หมอตำแยบอกว่า อาการแบบนี้ในเด็กนั้นเกิดขึ้นได้ เพราะชาติที่แล้วยังลืมไม่หมด
รอกินข้าวธัญพืชห้าอย่าง กระหม่อมตรงคิ้วปิดแล้ว ก็จะดีเอง
เป็นเด็กมีญาณปัญญาติดตัวมา ต่อไปเป็นคนมีวาสนาเชียวนะ!
พูดไปเมิ่นเมิ่นก็เงยศีรษะขึ้นมาทันที ใช้นิ้วชี้ไปทางอวี๋ลิ่งพลางพูดเสียงดังว่า
“เขาก็คือพี่ชายของข้า พี่ชายของข้ามาตามหาข้าแล้ว พ่อ พี่ชายมาตามหาข้าแล้ว!”
ท่านเศรษฐีอวี๋ฟังแล้วก็รู้สึกได้แต่เพียงเย็นวาบไปทั้งร่าง
คำพูดเหล่านี้เขาสาบานได้ว่าไม่เคยสอนเด็กเลย ก่อนหน้านี้ก็จะมีพึมพำเล็กน้อยอยู่บ้าง
นึกว่าเป็นอย่างที่หมอตำแยบอก กินข้าวธัญพืชห้าอย่างแล้วก็จะดีขึ้น
ไม่คิดว่าวันนี้...
เคยได้ยินมาว่าพระชั้นผู้ใหญ่สามารถจดจำการบำเพ็ญในชาติก่อนได้ ตอนนั้นฟังแล้วก็แค่คิดว่าเป็นเรื่องตลก
ไม่คิดว่าวันนี้ หรือว่าเด็กคนนี้จะเป็นพรหมลิขิตกันแน่นะ?
“เด็กน้อย เจ้ามีชื่อหรือไม่?”
“มี!”
“ชื่ออะไร?”
“อวี๋ลิ่ง!”
ท่านเศรษฐีอวี๋สูดหายใจเย็นเฮือก รีบพูดว่า
“เด็กน้อย แล้ววันเดือนปีเกิดของเจ้าล่ะ?”
อวี๋ลิ่งเกาศีรษะ คนแรกที่เขาพบที่นี่ก็คือเสี่ยวเหล่าหู่ ถูกเสี่ยวเหล่าหู่โอบกอดปกป้อง
เสี่ยวเหล่าหู่พาเขาไปบ่อนพนัน ไปเป็นนักล้วงกระเป๋าด้วยกัน
ความทรงจำก่อนหน้านั้นว่างเปล่า วันเดือนปีเกิดนั้นย่อมเป็นวันเกิดของชาติก่อน
“ปีไหนเกิดจำไม่ได้ จำได้เพียงว่าวันเกิดคือวันที่ยี่สิบแปด เดือนสองของทุกปี”
สีหน้าท่านเศรษฐีอวี๋เปลี่ยนไปอย่างมาก วันเกิดของเด็กคนนี้ดันตรงกับวันเกิดของเมิ่นเมิ่นลูกสาว
พอคิดถึงที่ลูกสาวบอกว่าพี่ชายไปก่อนแล้ว หัวใจของท่านเศรษฐีอวี๋ก็สั่นคลอน
เมิ่นเมิ่นไถลตัวลงจากท่านเศรษฐีอวี๋ เดินตรงไปยังตรงหน้าอวี๋ลิ่ง มองอวี๋ลิ่งอย่างจริงจัง
เมื่อประสานสายตากัน เด็กน้อยก็ยิ้มออกมา
“พี่ชาย เจ้ามาหาข้าจนเจอแล้ว อุ้มหน่อย~~~”
อวี๋ลิ่งไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น เห็นเด็กหญิงกางแขนออกมา
อวี๋ลิ่งก็ดึงเสื้อผ้าบนตัวอย่างเก้อเขิน ตบบ้อง ๆ อย่างแรง
“ตัวข้าสกปรก!”
แม้ปากจะพูดอย่างนั้น อวี๋ลิ่งก็ยังย่อตัวลง เด็กหญิงพุ่งเข้ามา
โอบคออวี๋ลิ่งไว้ หัวเราะอย่างร่าเริง เสียงหัวเราะก้องสะท้อนไปทั่วลานบ้าน
“พี่ชาย หลังจากที่เจ้ากระโดดลงไปจากตรงนั้นแล้วไปไหนมา?”