บทที่ 5 สังคมที่ทั้งแปลกและคุ้นเคย
“ฉันบอกชื่อไปแล้ว คราวนี้ฉันอยากให้เธอเล่าทุกอย่างตามความจริง อย่าปิดบัง” ซูจิ้นพูดพลางหยิบสมุดกับปากกาออกจากกระเป๋า เงยหน้ามองฝูชิงไต่ “ชีวิตประจำวันของเธอ ความสัมพันธ์ในครอบครัว เรื่องที่บริษัทคุยกับเธอ แล้วก็ทำไมเธอถึงมาอยู่โรงพยาบาลจิตเวช”
ฝูชิงไต่วางมือทั้งสองข้างบนเข่า พูดอย่างจริงจัง “หนูไม่ได้เป็นโรคจิต หนูถูกส่งมาที่นี่ผิดที่ หนูเป็นนักเรียนโรงเรียนมัธยมหลงซาน ที่บ้านมีแค่พ่อกับแม่...”
ซูจิ้นฟังอย่างตั้งใจ พยักหน้าเป็นระยะ
ฝูชิงไต่ไม่ใช่โรคจิต นี่ทำให้เขาค่อนข้างแปลกใจ แต่ก็เป็นข่าวดีอย่างเห็นได้ชัด
จากที่ได้ฟังเรื่องชีวิตประจำวัน วิถีชีวิตที่นี่คล้ายกับโลกมาก เพียงแต่ล้าหลังกว่ามาก
ขั้นตอนการพัฒนาแบบนี้ ตอนเด็กเขาก็เคยผ่าน...ดูแล้วการปรับตัวเข้ากับโลกนี้ไม่น่ามีปัญหา เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีอุปสรรคในการปรับตัวเลย
ฝูชิงไต่เล่าต่อไป เมื่อพูดถึงความฝัน ปากกาของซูจิ้นก็หยุดชะงัก “เธอหมายความว่าฝนคราวนั้นมีปัญหา ฝนห่าใหญ่ตกติดต่อกันห้าวัน มีคนเริ่มเป็นบ้า แล้วก็เกิดการกินคน โลกถึงกาลอวสาน”
“ใช่...”
กรามของซูจิ้นแข็งทื่อ หัวใจเหมือนถูกใครบีบรัดอย่างแรง!
เรื่องข้ามมิติเขากัดฟันยอมรับแล้ว อีกทั้งรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดวันสิ้นโลก
ทีนี้ดูเหมือนจะเกิดวิกฤตซอมบี้ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจนัก
แต่ปัญหาคือการติดเชื้อมาจากฝนงั้นเหรอ?!
มลพิษทางน้ำที่แทรกซึมไปทุกหนแห่ง...น้ำคือทรัพยากรสำคัญที่สุดในการดำรงชีวิต ถ้าน้ำมีปัญหา มนุษย์จะมีชีวิตรอดได้ยังไง!
“ลูกพี่ลูกน้อง เป็นอะไรหรือเปล่า” ฝูชิงไต่เห็นเขาใจลอยจึงถามเบาๆ
ซูจิ้นข่มความหวาดหวั่นในใจ ฝืนยิ้ม “ไม่มีอะไร เธอเล่าต่อเถอะ ในความฝันยังพูดถึงบริษัท บริษัทมาติดต่อเธอตอนไหน แล้วแจ้งว่าเราจะมาพบตอนไหน”
“ที่หนูรู้เรื่องบริษัทกับรู้ว่าคุณจะมา ก็เพิ่งไม่กี่วันนี้เอง”
“ตอนนั้นในฝันจู่ๆ ก็มีเสียงพูดว่าเป็นบริษัทสวรรค์สักอย่าง ถามว่าหนูยินดีจะมีชีวิตอยู่ต่อไหม หนูบอกว่ายินดี แล้วมันก็บอกว่าได้ทำสัญญาแล้ว แล้วจะส่งคนมาช่วยหนู หลังจากนั้นก็ไม่มีเสียงอีก...ประมาณนี้”
“ใช่แล้ว บริษัทเราเป็นแบบนั้น” ซูจิ้นตอบรับปาก แต่ใจด่าแหลกไม่เป็นชิ้นดี
นี่มันสายเดี่ยวชัดๆ! วัวไม่ดื่มน้ำจะบังคับให้มันดื่มเลยรึ! ใครบ้างไม่อยากมีชีวิตอยู่ แต่การมีชีวิตอยู่หมายถึงต้องเซ็นสัญญางั้นเหรอ?
ตัวเองแค่คลิกเมาส์ครั้งเดียวก็ถูกรับส่งไปใช้แรงงานต่างดาวแล้ว
แต่เรื่องของฝูชิงไต่มีปัญหาอยู่เยอะมาก เมื่อหลายวันก่อนเธอก็รู้อยู่แล้วว่าเขาจะปรากฏตัว แต่เขาเพิ่งถูกบริษัทรับเข้าทำงานเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่แล้วเอง
ช่วงเวลาที่ต่างกันค่อนข้างมาก เป็นเพราะการข้ามมิติหรือเปล่า?
บริษัทสามารถทำนายอนาคตได้ หรือว่ามีแผนล่วงหน้า หรือมีสถานการณ์อื่น...
สาเหตุเบื้องหลังซับซ้อนเกินไปจนคิดไม่ออกในเวลานี้ ส่วนฝูชิงไต่ก็แทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับบริษัทเลย
แต่ดูจากสถานการณ์นี้แล้ว ถ้าทำภารกิจนี้ไม่สำเร็จ ก็คงไม่สามารถติดต่อกับบริษัทได้เลยเด็ดขาด!
หมายความว่า เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากทำภารกิจให้สำเร็จ!
ด่าบริษัทในใจอีกรอบอย่างรุนแรง ซูจิ้นก็หยิบปากกาขึ้นถามต่อ “เราไปต่อกันเถอะ รอให้ฉันถามเสร็จก่อน เธอค่อยถาม”
“ค่ะ” ฝูชิงไต่ตอบเบาๆ
“อีกกี่วันกว่าฝนจะตก เธอจำแม่นไหม”
“นับจากวันนี้ไปอีกเจ็ดวัน หนูจำเรื่องนี้ได้ชัดเจนมาก!”
“เจ็ดวัน...ภายในเจ็ดวันนี้ ไม่ว่าจะแกล้งทำน่าสงสาร หรือเล่นละครก็ตาม เธอกลับไปบ้านได้ไหม”
“หนูก็ไม่รู้ หนูเคยบอกว่าจะกลับบ้าน แต่แม่ให้หนูอยู่รักษาที่นี่ตลอด แต่แม่ก็เป็นห่วงหนูมาก แวะมาเยี่ยมทุกวัน”
“เอาเถอะ ข้ามคำถามนี้ไปก่อน...แถวบ้านเธอมีห้องเช่าไหม ยิ่งใกล้ยิ่งดี”
แววตาของฝูชิงไต่ค่อยๆ เป็นประกาย “มีค่ะ! ตึกเดียวกับบ้านหนูมีห้องให้เช่าอยู่หลายห้อง เบอร์โทรติดหน้าต่างไว้เลย”
“อืม...เล่าต่อเกี่ยวกับชีวิตประจำวันของเธอ แล้วก็นิสัยของพ่อกับแม่เธอ”
สิบนาทีต่อมา ซูจิ้นหยุดจดบันทึกอีกครั้ง
เขาล้วงข้อมูลเกี่ยวกับวันสิ้นโลกมาได้ส่วนหนึ่งและเข้าใจโลกนี้มากขึ้น
แต่มีเวลาแค่เจ็ดวัน เขาจึงต้องเร่งมือ
ฝูชิงไต่ดูเป็นเด็กฉลาด แต่ขาดประสบการณ์สังคมอย่างหนัก
การถามเรื่องส่วนตัวแบบนี้ต่อไป ข้อมูลที่ได้อาจทำให้เขาไขว้เขว
หมุนปากกาในมือสองสามรอบ ซูจิ้นเปลี่ยนเรื่องถาม “ครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูกของเธอ มีค่าใช้จ่ายเดือนละเท่าไหร่ เงินเดือนพ่อแม่เธอเท่าไหร่”
เครื่องหมายคำถามลอยขึ้นบนหัวฝูชิงไต่ เธอตอบอย่างลังเล “ประมาณสองพันต้นๆ ค่ะ...ที่บ้านเราค่าใช้จ่ายเดือนหนึ่งประมาณสองพัน”
ซูจิ้นถามต่อ “ที่นี่เป็นสังคมที่ใช้กฎหมายไหม”
“เอ๊ะ แน่นอนค่ะ เรามีกฎหมายหลายฉบับ”
“เวลาไปทำงานหรือไปโรงเรียนแล้วมีเรื่อง ต้องใช้เส้นสายไหม ต้องหาเพื่อนฝูงหรือคนรู้จักช่วยไหม”
“ก็ต้องหาแน่นอนค่ะ ไม่อย่างนั้นจะจัดการเรื่องต่างๆ ได้ยังไง”
“โอเค ฉันรู้แล้ว”
วางปากกาลง ครุ่นคิดเล็กน้อย “คิดว่าตัวเองถือว่าสวยไหม”
“อืม...ก็ไม่ให้คิดว่าสวยได้ยังไงกัน”
“คิดว่าฉันหล่อไหม สไตล์การแต่งตัวเป็นไงบ้าง”
“หล่อดีค่ะ...เสื้อผ้าก็สวยดี แต่ใส่แล้วดูร้อนมาก”
“แถวนี้มีร้านขายเทปหรือซีดี ตลาดสด ร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ อะไรแบบนั้นไหม”
“สองอย่างแรกมีค่ะ แต่ร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่หนูไม่รู้”
“สูตรเคมีของน้ำคืออะไร”
“H₂O”
“อืม...เธอมีประจำเดือนไหม ใช้ผ้าอนามัยไหม”
“หา” ใบหน้าหวานของฝูชิงไต่ค่อยๆ แดงขึ้น
“พูดมาเร็วๆ!”
“...มีค่ะ ใช้...”
ถามคำถามต่ออีกหลายข้อ ซูจิ้นก็ปิดสมุดบันทึกแล้วตกอยู่ในห้วงความคิด
สังคมนี้จิตสำนึกด้านกฎหมายต่ำมาก ความสัมพันธ์ส่วนตัวมีความสำคัญ
อีกเจ็ดวันอาจเป็นวันสิ้นโลก ฝนห่าใหญ่ที่ตกต่อเนื่องห้าวัน ปัญหาจะเริ่มปรากฏชัด สันนิษฐานว่าซอมบี้จะออกมา
ขอบเขตของฝนที่ตกลงมาไม่แน่ชัด หน่วยงานความมั่นคงในเขตที่ฝนตกมีแนวโน้มสูงที่จะถูกทำลายอย่างรวดเร็ว กำลังทหารของโลกนี้ภายในระยะสั้นคงหวังพึ่งไม่ได้
ในระดับโมเลกุล น้ำไม่ต่างจากโลก ดื่มได้อย่างปลอดภัย แต่มลพิษทางน้ำได้ตัดหนทางเอาชีวิตรอดในป่าไปโดยสิ้นเชิง ไม่มีเวลาและเงินมากพอที่จะสร้างที่หลบภัย อีกทั้งเขาก็ไม่สามารถลักพาตัวฝูชิงไต่ไปด้วย
แต่เงินเจ็ดพันกว่าหยวนในมือมีกำลังซื้อสูง อย่างน้อยก็พอจะเช่าบ้านและกักตุนเสบียงแบบเสียมิได้ แผนที่ดีที่สุดคือหาที่พักใกล้บ้านเธอ
ด้านการสื่อสาร ความรู้ทั่วไป วัฒนธรรม และภาพลักษณ์ส่วนบุคคล โลกนี้กับโลกไม่ได้ต่างกันมาก ปรับตัวได้เร็ว
ช่วงเจ็ดวันนี้ ดีที่สุดคือทำตัวสงบเสงี่ยม อย่าทำผิดกฎหมายใดๆ อย่าไปหาเรื่องใคร
ส่วนเรื่องอื่นๆ คงต้องรอออกไปแล้วค่อยสำรวจเอาเอง...
คิดอยู่ ซูจิ้นก็นึกถึงปัญหาข้อหนึ่งขึ้นมาทันที!
หยิบปากกาเขียน H₂O ลงบนกระดาษ ยื่นให้ฝูชิงไต่ดู
“ที่ฉันเขียน เธออ่านออกไหม”
“อ่านไม่ออกค่ะ”
“fuck!”
“ด่าหนูทำไม” ฝูชิงไต่งงเป็นไก่ตาแตก “นี่มันอะไร หนูอ่านไม่ออกจริงๆ ค่ะ...”
จริงด้วย!
ซูจิ้นขมวดคิ้วแน่น
โลกนี้เขาฟังออกและอ่านออกทั้งภาษาเขียนและภาษาพูด อีกทั้งคำพูดของเขาคนอื่นก็ฟังเข้าใจด้วย ต้องเป็นผลจากบริษัทหรือหน้ากากนั่นแน่ๆ
แต่ตัวหนังสือที่เขาเขียนลงบนกระดาษ คนในโลกนี้กลับอ่านไม่ออก!
ที่นี่การเช่าบ้านก็ต้องทำสัญญา ถ้าเขาเขียนแล้วคนอื่นอ่านไม่ออก นี่เป็นปัญหาใหญ่
คิดได้ดังนั้น ซูจิ้นก็ฉีกกระดาษอีกแผ่น ยื่นปากกาให้ฝูชิงไต่
“เธอเขียนสองตัวนี้ให้หน่อย ซูของคำว่าฟื้นคืนสติ จิ้นของคำว่าขี้เถ้า เขียนให้หนักๆ ทีละขีด”
ฝูชิงไต่ไม่เข้าใจ แต่ก็ทำตามอย่างว่าง่าย
เธอเขียนเสร็จ ซูจิ้นดึงกระดาษกลับมากวาดตาดู
เห็นตัวอักษรจีนสองตัวบนนั้น จึงยื่นมือไปลูบด้านหลัง
สัมผัสได้ถึงรอยนูนของตัวอักษรและเส้นขีด ในใจก็อดถอนหายใจอย่างหมดหนทางไม่ได้
น่าจะตรงกับบัตรประชาชนได้ แต่สิ่งที่ตาเห็นกับลายมือจริงกลับไม่ตรงกันเลย!
บริการของบริษัทมีบั๊กนะ แปลภาษาแบบบังคับ...หน้ากากก็ถอดไม่ออก ทำให้ตอนนี้เขาต้องใช้วิธีนี้คลำเอาวิธีเขียนชื่อตัวเอง
เก็บกระดาษลายเซ็นอย่างจำใจ ซูจิ้นพูดว่า “ฉันถามแค่นี้ก่อน เธอมีอะไรจะพูดก็พูดมาเถอะ”
ฝูชิงไต่พยักหน้าอย่างประหม่า แล้วรวบรวมความกล้าถามคำถามที่ค้างคาใจ “ลูกพี่ลูกน้อง...คุณเป็นมนุษย์ต่างดาวใช่ไหม”