ต่อหน้าโอกาสขึ้นครองบัลลังก์ องค์ชายสี่ทวงคืนสติสัมปชัญญะกลับมาได้บ้าง หากสูญเสียแรงสนับสนุนจากสกุลฟู่ฉาและสกุลเกาไป ผนวกกับเรื่องวันนี้แพร่งพรายออกไป ใครเล่าจะยังยอมส่งบุตรสาวเข้าจวนตน ส่วนชิงอิงได้ยินดังนั้นกลับยินดีนัก ในใจนางนั้นแต่เดิมก็เชื่อว่าตนสมควรเป็นภรรยาของหงลี่อยู่แล้ว ก่อนมาางคำนวณในใจตนแล้วว่า ตัวเองมาจากสกุลใหญ่ฝ่ายฮองเฮา ต้องยึดท่วงท่าสง่างามและมีคุณธรรมไว้ ปฏิบัติต่อสตรีเหล่านี้อย่างให้เกียรติ แต่ตอนนี้พวกางกลับไร้สำนึกถึงเพียงนี้ ไม่เอาก็ไม่จำเป็น!
วันนี้ผู้มาเข้ารับการคัดเลือก ล้วนเป็นบุตรสาวของขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในราชสำนัก มีจุดประสงค์เพื่อปูทางแก่องค์ชายสี่ แต่กลับถูกเขาดูหมิ่นหยามเกียรติต่อหน้าธารกำนัล หย่งเจิ้งอดสงสัยในสายตาการมองคนของตนไม่ได้ หงลี่เหมาะสมจะเป็นรัชทายาทจริงหรือ? หย่งเจิ้งไม่ปรารถนาทำให้เหล่าขุนนางผู้ใหญ่ใจฝ่อ “การคัดเลือกวันนี้ถือเป็นโมฆะ เพื่อเป็นการชมเชยที่ท่านอำมาตย์อบรมบุตรสาวได้ดี พิเศษมอบไข่มุกแก่เหล่าซิ่วหนวี่คนละหนึ่งถัง น้ำหอมจากตะวันตกอีกคนละสองขวด” กล่าวพลาง หย่งเจิ้งชำเลืองมองหงลี่ที่สีหน้าฉายแววร้อนรน คิดในใจว่าจะให้โอกาสสุดท้ายแก่เขา
ต่อจากนั้น หย่งเจิ้งมีพระราชโองการอีกฉบับ “อนุญาตให้พวกเจ้าพากลับเรือน แต่งออกตามอัธยาศัย โดยออกเรือนในฐานะตัวหลัวเก๋อเก๋อ”
นี่เป็นเรื่องดีล้ำฟ้า! ไม่เพียงระบายโทสะที่ถูกเหยียบย่ำหน้าเมื่อครู่เท่านั้น แต่ยังได้รางวัล ทั้งได้รับการยกฐานะเป็นตัวหลัวเก๋อเก๋อ สาวๆ หลายคนยิ้มแย้มเบิกบาน จดจำบุญคุณของหลิงหรง หลางหัว และซีเยว่ที่ริเริ่มไว้
ทุกคน “ขอบพระทัยฝ่าบาทพระกรุณาธิคุณ”
หย่งเจิ้งพยักหน้า ซูเพยเซิ่งรับพระบัญชาพาเหล่าซิ่วหนวี่ออกไปก่อน ชิงอิงไม่ยอมจากไป ลุกขึ้นยืน “ท่านอาสะใภ้ ขอโปรดเห็นแก่ที่ท่านอาสะใภ้ปรนนิบัติท่านมานานปี ได้โปรดเมตตาท่านอาสะใภ้ด้วย”
หย่งเจิ้งกวาดสายตามองชิงอิง ทำเอาหงลี่สะดุ้งเย็น ขณะที่ชิงอิงไม่รู้ตัวเลยสักนิด ยังจะกล่าวต่อไป ซูเพยเซิ่งก็รีบรุดเข้ามา ‘เชื้อเชิญ’ ชิงอิงออกไป
บัดนี้ในเจียงเสวี่ยเซวียนเหลือเพียงหย่งเจิ้ง ฮองเฮาซีกุ้ยเฟย และหงลี่สามคน หย่งเจิ้งมองบุตรชายที่เหมือนถูกน้ำมันหมูบังหัวใจ “เจ้ายังจะดึงดันตั้งอูลาน่าลา·ชิงอิง เป็นพระชายาเอกอีกหรือไม่?”
ึ่งชิงอิงไม่อยู่ตรงหน้า หงลี่เหมือนฟื้นสติกลับคืน เข้าใจในพลันว่า ฮ่องเต้พระราชทานโอกาสสุดท้ายแก่ตน จะเลือกหลานสาวอดีตฮองเฮาไร้ผู้หนุนในราชสำนัก หรือเก๋อเก๋อผู้มาจากตระกูลสูงส่ง? หงลี่รีบคุกเข่าสารภาพผิด “เป็นลูกโง่เขลาเอง ลูกอยากสู่ขอสกุลฟู่ฉาเป็นพระชายาเอก สกุลเกาเป็นพระชายารอง...” หงลี่เหลือบมองสีหน้าฮ่องเต้ นึกถึงหลิงหรงที่เพิ่งได้รับคำชม “ให้ซิ่วหนวี่สกุลอันเป็นเก๋อเก๋อ”
หย่งเจิ้งและฮองเฮาซีกุ้ยเฟยสบตากัน ใบหน้าเริ่มคลาย นับว่าบุตรชายคนนี้ไม่ทำให้ตนผิดหวัง หย่งเจิ้งหมุนลูกประคำในมือ “เมื่อครู่เจ้าก็ได้ยินแล้ว สกุลฟู่ฉาและสกุลเกาถูกหยามหน้าต่อหน้าผู้คน ย่อมไม่ยินยอมเข้าเรือนเจ้าอีก ล้วนเป็นบุตรสาวที่แต่ละเรือนทะนุถนอมดั่งสมบัติล้ำค่า ฝ่าบาทเองก็ไม่อยากให้เหล่านายเฒ่าใจฝ่อ”
หงลี่โขกศีรษะดังฉาด “ลูกทราบผิดแล้ว จะไปขอขมาที่แต่ละเรือนด้วยตนเอง แต่... ลูกน้อยเพิ่งมอบจื่ออี้แก่ชิงอิงเก๋อเก๋อ หากถูกปฏิเสธอีก นางซึ่งเป็นกุลสตรีจะอยู่ในโลกนี้ได้อย่างไรเล่า!”
หย่งเจิ้งใคร่ครวญในใจ สกุลอูลาน่าลาเป็นตระกูลของฉวนหยวนเช่นกัน ในเมื่อบุตรชายมุ่งมั่นจะแต่ง ตนไม่จำเป็นต้องทำลายสายใยบิดร-บุตร “หากเจ้ายังหว่านล้อมให้สกุลฟู่ฉาและสกุลเกากลับมามิตรจิตได้ ฝ่าบาทจะประทานตำแหน่งพระชายารองแก่างหนึ่งตำแหน่ง เพื่อเป็นเชิงปลอบสกุลอูลาน่าลา”
“ขอบพระทัยฮ่องเต้”
กล่าวอีกด้านหนึ่ง หลังจากเหล่าซิ่วหนวี่ออกจากเจียงเสวี่ยเซวียน ก็แยกเป็นสองทางโดยธรรมชาติ ทางหนึ่งคือชิงอิงและอาจงที่รีบไปพบฮองเฮา อีกทางคือซิ่วหนวี่นำโดยหลางหัวและซีเยว่
เห็นชิงอิงไปไกลแล้ว ซีเยว่จึงดึงมือหลางหัวไว้ ถอนหายใจยาว “เกือบขวัญเสียแล้ว โชคดีที่พี่หลางหัวกับหลิงหรงเฉลียวฉลาด มิฉะนั้นต่อไปพวกเราคงถูกหัวเราะเยาะตายกัน” หลางหัวมองหลิงหรง “น้องอันกล้าหาญตัดสินใจ มีวิสัยทัศน์ หลางหัววันนี้ได้รับบทเรียนแล้ว”
หลิงหรงส่ายหน้า “ภายภาคหน้าพวกเราจะเข้าวังเป็นพี่น้องกัน ขอสองพี่ช่วยดูแลด้วย” จู่ๆ หลิงหรงก็เลือนลาง ในชาติก่อนตนก็เคยกล่าววาจาเช่นนี้ เป็นสามคนเช่นนี้......
ซีเยว่เหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ “อุ๊ย แย่แล้ว! งานคัดเลือกก่อเรื่องป่วนเช่นนี้ เสด็จพ่อย่อมต้องดุข้าแน่”
หลางหัวและหลิงหรงสบตากันยิ้ม “น้องน้อยโง่ของพี่ เจ้าจงรออย่างสบายใจเถิด ไม่เกินสองวัน องค์ชายสี่ย่อมมาสู่ขอถึงเรือน”
ซีเยว่ครึ่งเชื่อครึ่งไม่ “จริงหรือ?”
หลิงหรง “เจ้าจงเก็บใจใส่ท้องไว้ หากองค์ชายสี่ไม่มา ข้าจะหาเจ้าบ่าวให้เจ้า” คำกล่าวนี้ทำให้ซีเยว่อายขวยนัก หลบมาออดอ้อนอยู่หลังหลางหัว
ทั้งสามคนก็เล่นหัวกันไปถึงประตูวัง หลางหัวมองไปที่รถม้าจากสถานีรับรองของหลิงหรง “น้องหลิงหรง เจ้าผู้เดียวมานครหลวง ลำบากหลายประการ สู้มาพักกับข้าไม่ดีกว่า” ครานี้หลิงหรงไม่ปฏิเสธ พยักหน้าด้วยซาบซึ้ง
กลางทาง หลิงหรงสังเกตเห็นหลางหัวกระสับกระส่าย “เป็นอะไรหรือ?” หลางหัวครุ่นคิดครู่ใหญ่ “เมื่อครู่ในเจียงเสวี่ยเซวียน ข้าได้แต่อาศัยบารมีสกุล แต่เป็นเพียงเปลือกนอก ล้วนฝากความหวังให้ข้าสร้างชื่อก้องแก่สกุล ตอนนี้กลับล่วงเกินองค์ชายสี่ด้วยวาจา วันหน้าสิ้นสุดก็ยากจะ......”
หลิงหรงขมวดคิ้ว ในชาติก่อนนางเคยได้ยินชื่อสกุลฟู่ฉามาก่อน สมัยต้นรัชกาลคังซี ฮาชีตุนได้รับยศไท่จื่อไท่เป่า บุตรหลานในตระกูลเคยดำรงตำแหน่งอี้เจิ้งต้าเฉิน ล้วนได้บรรดาศักดิ์และเลื่อนขั้นสูงส่ง อำนาจเช่นนี้ แม้แต่สกุลเหนียนของพระสนมเหวินในอดีตก็เทียบไม่ติด มาบัดนี้กลับปากว่าฝากความหวังให้เก๋อเก๋อตัวเล็กสร้างชื่อก้องแก่สกุล?
หลิงหรงกุมมือหลางหัว “เก๋อเก๋อคิดคลาดเคลื่อนแล้ว สกุลฟู่ฉาเลื่องชื่อก้องแผ่นดิน หากท่านได้รับคัดเลือกนั่นคือเสริมส่งให้เด่น หากไม่ได้รับคัดเลือก พี่น้องหลานชายของท่านก็ไม่ขาดแคลนผู้ซื่อสัตย์กล้าหาญองอาจและเปี่ยมความสามารถ ย่อมสืบต่อเกียรติยศ”
หลางหัวไม่ได้พูดอะไร หลิงหรงมองสีหน้านางว่าคงฟังเข้าไปบ้างแล้ว หลิงหรงพยายามต่อ “หากกลัวผู้ใหญ่ลงโทษ ข้ามีแผนหนึ่ง”
หลางหัว “อะไรหรือ?”
หลิงหรง “ร้องไห้ ให้ดูน่าสงสารที่สุด นำความคับแค้นที่ถูกวันนี้มาปรับทุกข์ให้หมด”
หลางหัว “เสด็จแม่สอนข้าแต่เล็กให้สุขุม......”
หลิงหรงยิ้มลึกลับ “บางครั้งต้องเรียนรู้การถอยเพื่อก้าวหน้า” จากนั้น หลิงหรงเล่าแผนของตนอย่างละเอียด หลางหัวฟังแล้วพยักหน้าต่อเนื่อง
รถม้าเดินทางมาถึงหน้าจวนสกุลฟู่ฉา หลิงหรงมองไปยังอาคารจำหลักทองสลักลายเบื้องหน้า คำนวนในใจว่า ใต้ร่มไม้นี้ร่มเย็นนัก! สกุลฟู่ฉาทราบข่าวจากวังแต่เนิ่น กำลังรอหลางหัวที่หน้าประตู
หลางหัวทำตามที่หลิงหรงบอก พอลงจากรถม้า ตาแดงก่ำคุกเข่าต่อหน้าท่านอากับเสด็จแม่ “บุตรสาวอกตัญญู ไม่เป็นที่โปรดปรานขององค์ชายเท่าเก๋อเก๋อชิงอิงแห่งอูลาน่าลา จื่ออี้ถูกเรียกคืน ไร้หน้ามีชีวิตต่อ ขอไปบำเพ็ญตน”
เสด็จแม่ของหลางหัวถอนหายใจพรืด “อา ทั้งนี้เป็นเพราะอาม้าจากไปก่อน ปล่อยให้พวกเด็กกำพร้าถูกรังแก”
หม่าเฉียซึ่งดำรงตำแหน่งต้าเสวียชื่อ มองไปที่เสด็จแม่ของหลางหัว “น้องสะใภ้ คำเจ้านี้คือดูหมิ่นข้าแล้ว! น้องชายจากไปแล้ว แต่ที่เรือนยังมีพี่ชายสามคนกับหลานชาย!” หลางหัวเป็นบุตรสาวคนแรกของรุ่นหลานสกุลฟู่ฉา เล็กก็ถูกทะนุถนอมดั่งไข่มุก ถึงจะเข้มงวด แต่นั่นคือเรื่องภายในปิดประตู ตอนนี้ถูกตบหน้าต่อหน้าบรรดาสตรีมีบรรดาศักดิ์! นิสัยใจกว้างเพียงไหนก็ทนไม่ไหว
ฝูเหิง น้องชายของหลางหัวก็ก้าวออกมา “สกุลอูลาน่าลาเป็นอะไรกัน อาศัยชายสตรีก้าวขึ้นตำแหน่งโดยตลอด ฟังดูดีว่าเป็นสกุลหลังวัง ตอนนี้ฮองเฮาก็ถูกถอดโดยปริยาย พวกเขามีอะไรอีก กล้ารังแกพี่สาวข้า!”
หลิงหรงจับจังหวะ ถอยหลังคำนับเบาๆ “คารวะท่านต้าเสวียชื่อ เรื่องนี้โทษเก๋อเก๋อหลางหัวและองค์ชายสี่ไม่ได้ ที่แท้ชิงอิงเก๋อเก๋อมาช้าไปหน่อย กล่าวว่าจะมาเป็นผู้พิจารณาให้องค์ชาย ไม่รู้ทำไมถึงเข้าไปในหมู่ซิ่วหนวี่”
ฝูเหิง “เฮ้อ องค์ชายเลือกพระชายา ต้องให้สตรีเรือนนอกมาพิจารณฌ์ ได้ยินที่ไหนกัน”
หม่าเฉีย “ท่านนี้คือ?”
หลางหัว “นางคือหลิงหรงน้อง จากอำเภอซงหยางเดินทางไกลเข้าเมืองหลวงคัดเลือก ถูกฝ่าบาททรงเลือกเป็นเก๋อเก๋อขององค์ชายสี่ ต้องขอบใจนางนัก ที่ทำให้บุตรสาวไม่ถูกตามใจรังแก บุตรสาวคิดว่าในสถานีรับรองคนเยอะก็มากเรื่อง สู้อัญเชิญนางมาพักที่เรือน”
หม่าเฉียชื่นชมมองหลิงหรง รู้สึกเพียงสตรีเบื้องหน้านางไม่โตนัก ทว่าฉับไวหลักแหลม ภายภาคหน้าย่อมเป็นแรงหนุนแก่หลานสาว เสด็จแม่ของหลางหัวพยักหน้า “ขอบคุณแม่นางหลิงหรงนัก เดินทางอ่อนล้ามานาน พวกเรารีบเข้าไปพัก”
ภายใต้การห้อมล้อม หลางหัวก็ยินดีโอบแขนหลิงหรงกลับจวน เพิ่งจัดการเรียบร้อย ลานหน้าก็ส่งข่าวว่า องค์ชายสี่หงลี่มาเยือนถึงเรือน ส่วนความเห็นของหม่าเฉียและฝูเหิงก็คือ ดูเจตนาขององค์ชายสีก่อน ค่อยทบทวนใหม่ว่าจะสานสัมพันธ์ดีหรือไม่
หลางหัวกับหลิงหรงถูกเชิญไปยังหอหน้า ๑นั่งหลังฉากฟัง