ภายในโถงใหญ่
เงียบงัน
เหลือเพียงธนูกระดูกมังกรดาวร่วงที่หักเป็นสองท่อน วางนิ่งอยู่บนโต๊ะเหล็กกล้า
กับคำถามเรียบเฉยของหลี่ชิงซาน
“สำนักเสวียนเจี้ยนของพวกเจ้า”
“ยังมีธนูที่ดีกว่านี้อีกหรือไม่”
ลู่หยวนถือกาน้ำทองแดงร้อนระอุ มือชะงักค้างอยู่กลางอากาศ
กู้ฉางหยวนหดตัวอยู่ตรงมุมห้อง ลมหายใจติดขัด
ส่วนเผยเจิง
เขาพิงเสาหินเย็นเยียบ จ้องมองกระดูกมังกรสีแดงคล้ำที่แตกหักเขม็ง เนิ่นนานก็ไม่เอ่ยคำใด
ความเงียบ
ความเงียบที่กดดันจนถึงขีดสุด
ธนูที่ดีกว่านี้หรือ
หางตาของเผยเจิงกระตุกอย่างแรง
ที่สำนักงานใหญ่ของสำนักเสวียนเจี้ยนมีอยู่อีกคันหนึ่งจริง ๆ
นั่นคือสมบัติล้ำค่าประจำสำนักของแท้ ซึ่งผู้บัญชาการสำนักคนแรกได้ถ่ายทอดไว้ตั้งแต่ช่วงก่อตั้งราชวงศ์ต้าเยี่ยน
แต่...
ตลอด 800 ปีนับแต่ก่อตั้งราชวงศ์ต้าเยี่ยนมา ไม่เคยมีผู้ใดดึงคันธนูนั้นได้เลย
ต่อให้เป็นบรรพชนรุ่นก่อน ๆ ในขั้นปราณอำมหิตแท้จริง ต่อให้ทุ่มกำลังทั้งหมด ก็ยังไม่อาจทำให้สายธนูสั่นไหวแม้แต่น้อย
หลายคนถึงกับคิดว่าคันธนูนั้นเป็นเพียงสัญลักษณ์แห่งอำนาจ
ไม่ใช่สิ่งที่ใช้ยิงได้จริง ๆ
ชายชราตรงหน้าจะดึงมันไหวหรือไม่
เผยเจิงไม่รู้
แต่จู่ ๆ ความคิดอันน่าสะพรึงกลัวก็ผุดขึ้นในหัว
ไม่สิ!
ดูเหมือนตนจะก่อเรื่องเข้าแล้ว!
เมื่อครู่ตนแสดงท่าทีแข็งกร้าว ทั้งยังแฝงการยั่วยุเอาไว้
หากชายผู้นี้ไม่ใช่บรรพชนจากองค์กรลับใดในสำนักเสวียนเจี้ยนจริง ๆ
แต่เป็นจอมมารร้ายกาจไร้เทียมทานผู้เร้นกายไม่ปรากฏตัว
เช่นนั้นการกระทำของตนมิเท่ากับชักนำตัวตนที่อาจทัดเทียมกับท่านเซียว ผู้บัญชาการสำนัก หรือกระทั่งน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า ให้มาสร้างความเดือดร้อนแก่สำนักเสวียนเจี้ยนโดยไร้เหตุหรอกหรือ?!
ถึงกับใช้กำลังดิบจากร่างกายฉีกทำลายสมบัติอันเป็นรากฐานของสำนักเสวียนเจี้ยนได้!
