ลู่เจิงไม่ได้ตอบ เพียงส่งเสียง “อืม” ต่ำ ๆ จากลำคอ
ฝีเท้าไม่ได้ช้าลง กลับก้าวยาวขึ้นกว่าเดิม
จากกระท่อมมุงจากซอมซ่อท้ายหมู่บ้านไปถึงอ่าวปี้ปอ ต้องเดินข้ามพื้นที่รกร้างซึ่งเต็มไปด้วยดินเค็มด่างผืนใหญ่
หิมะบนพื้นละลายเละเทะเป็นหย่อม ๆ ดำบ้างขาวบ้าง พอเหยียบลงไปก็เกิดเสียง “โผล๊ะ” โคลนกระเด็นเปื้อนขากางเกงไปหมด
ลมพัดแรงขึ้นเรื่อย ๆ
ไม่ใช่ลมลอดช่องที่หมุนวนอยู่ในหมู่บ้าน แต่เป็นลมทะเลที่พัดโหมมาเป็นทางตรง
ในสายลมมีทั้งกลิ่นคาวเค็มเข้มข้นจนแทบกลบไม่มิด กับไอเย็นเสียดกระดูกที่มีเฉพาะตอนน้ำแข็งแตก
“แครก... ซ่า...”
เสียงน้ำแข็งในทะเลแตกร้าวดังขึ้นเรื่อย ๆ ซุ่ยซุ่ยหดหัวเล็ก ๆ เข้าไปในเสื้อคลุม
เธอถูกน้าชายห่อด้วยเสื้อคลุมเก่าหนา ๆ จนเหมือนดักแด้ตัวน้อย เหลือให้เห็นแค่ดวงตากลมโตดำขลับคู่หนึ่ง
เธอเกาะขอบตะกร้าสะพายหลัง มองทิวทัศน์รอบตัวที่ถอยห่างไปอย่างรวดเร็ว
แผ่นหลังของน้าชายกว้างและมั่นคง ราวกับภูเขาที่เคลื่อนที่ได้
เดินไปนานเท่าไรก็ไม่รู้ พื้นใต้เท้าก็ไม่ใช่โคลนเละ ๆ อีกต่อไป เปลี่ยนเป็นพื้นแข็งปนกรวดที่เหยียบแล้วเจ็บเท้า
เสียงคลื่นซัดโขดหินดังจนหูอื้อ
ถึงแล้ว
ภาพตรงหน้าทำให้ซุ่ยซุ่ยอุทาน “ว้าว” เบา ๆ
น้ำกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา!
ท้องฟ้าสีเทาหม่นเชื่อมต่อกับทะเลสีเทาหม่นจนแยกไม่ออกว่าตรงไหนคือสุดขอบ
ชายหาดหลังน้ำลงไม่ได้เป็นสีทอง แต่ทอดกว้างไกลเป็นสีน้ำตาลดำ
บนหาดโคลนเปียกชื้นมีแอ่งน้ำเล็กใหญ่หลงเหลืออยู่ สะท้อนแสงสีเงินเย็นเยียบภายใต้แสงฟ้าจาง ๆ
ร่างสูงใหญ่ของลู่เจิงโดดเด่นเป็นพิเศษบนชายหาดอันว่างเปล่า
เขากวาดตามองคร่าว ๆ รอบหนึ่ง ก่อนจะเลือกจุดกำบังลมได้อย่างรวดเร็ว
