ลมเหนืออันหนาวเหน็บพัดผ่านยอดไม้โล้น เกิดเสียงหวีดหวิวราวกับเสียงผีร้อง
ลู่เจิงอุ้มซุ่ยซุ่ย ก้าวฉับ ๆ เดินผ่านหมู่บ้าน ทิ้งเหตุวุ่นวายเมื่อครู่ไว้ไกลลิบ
บรรยากาศรอบตัวเขาเย็นยะเยือกจนคนหวาดหวั่น แนวกรามขบแน่นจนเป็นสัน แผลเป็นพาดขวางคิ้วยิ่งทำให้ใบหน้าดูน่ากลัว
แต่ซุ่ยซุ่ยในอ้อมแขนกลับว่าง่ายมาก
ใบหน้าเล็ก ๆ ยังคงซุกอยู่กับอกของลุง มือเล็กกำเสื้อบริเวณอกของลุงไว้แน่น
ลู่เจิงสัมผัสได้ถึงความประหม่าเล็กน้อยของเด็กน้อยในอ้อมแขน จึงชะงักฝีเท้า
เขาก้มหน้าลง ใช้ปลายนิ้วหยาบกร้านลูบแก้มนุ่มของซุ่ยซุ่ยเบา ๆ
ดวงตาลึกล้ำเย็นชาอ่อนละมุนลงทันทีเมื่อสบเข้ากับดวงตากลมโตดำขลับสดใสของซุ่ยซุ่ย ราวกับกลายเป็นสายน้ำในฤดูใบไม้ผลิ
“ซุ่ยซุ่ย เสียใจไหม?” น้ำเสียงเขาทุ้มแหบ แฝงความระมัดระวังเล็กน้อยโดยที่ตัวเขาเองยังไม่ทันรู้ตัว
ซุ่ยซุ่ยกะพริบตา ขนตายาวงอนพลิ้วไหวราวกับพัดเล็กสองอัน
เธอส่ายหน้า แล้วถูศีรษะเล็ก ๆ กับอ้อมแขนของลุง
“ไม่เสียใจค่ะ”
เสียงของเธอนุ่มนิ่มเหมือนข้าวเหนียวปั้นที่เพิ่งยกลงจากเตา
“มีลุงอยู่ด้วย”
คำพูดสั้น ๆ เพียงไม่กี่คำเป็นเหมือนกระแสอุ่นที่ไหลชะล้างความเดือดดาลและความเย็นชาในใจลู่เจิงจนหมดสิ้น
ในที่สุดมุมปากของลู่เจิงก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ
เขาไม่พูดอะไร เพียงกอดเด็กน้อยในอ้อมแขนแน่นขึ้นอีกนิด แล้วเร่งฝีเท้ากลับบ้าน
“ปัง!”
ประตูไม้บานใหม่หนาหนักปิดกระแทกเสียงดัง กั้นลมหนาวที่โหมกระหน่ำกับความมุ่งร้ายทั้งปวงไว้ด้านนอก
ภายในบ้านเงียบลงทันที
ผนังเตาเผาจนร้อนระอุ ช่วยขับไล่ความหนาวจนหมด เหลือเพียงความอบอุ่นสบาย
ลู่เจิงค่อย ๆ วางซุ่ยซุ่ยลงบนเตียงเตา แล้วช่วยถอดเสื้อบุนวมตัวบางที่กันลมได้ไม่ค่อยดีให้เธอ
เขายังไม่ได้ดื่มน้ำสักอึกก็หันไปยกม้านั่งยาวมา
