ครู่หนึ่งต่อมา ร่างของเย่อวิ๋นเฟยปรากฏขึ้น ณ ตำแหน่งหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปกว่าสิบลี้
เย่อวิ๋นเฟยส่งตัวสองสาวน้อยออกมาจากหอเงามายา
“พวกสัตว์อสูรว่างเปล่านั่นล่ะ?
ดูเหมือนจะหายไปแล้ว!
พวกเราหนีออกมาได้จริงๆ หรือ?”
ศิษย์น้องแซ่ลู่กวาดตามองรอบๆ เอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
“ถูกต้อง”
เย่อวิ๋นเฟยพยักหน้า
“ดีจังเลย!
ศิษย์พี่ซ่ง พวกเราสะบัดพวกสัตว์อสูรว่างเปล่าชั่วช้านั่นได้ในที่สุด!”
ศิษย์น้องลู่ร้องลั่นอย่างตื่นเต้น
“ขอบคุณเจ้ามาก”
ศิษย์พี่ซ่งหันมามองเย่อวิ๋นเฟยด้วยนัยน์ตางดงาม เอ่ยอย่างซาบซึ้ง
นางนึกถึงภาพเมื่อครู่ที่มือของเย่อวิ๋นเฟยโอบเอวนางไว้ ใบหน้าอดไม่ได้ที่จะแดงซ่าน
นางเติบใหญ่ถึงเพียงนี้ ยังไม่เคยถูกชายหนุ่มแปลกหน้าโอบกอดแนบชิดเช่นนี้เลย
“เอาล่ะ
ข้าต้องไปแล้ว”
เย่อวิ๋นเฟยพยักหน้าแล้วกล่าว
“เจ้าจะไปแล้วหรือ?
เจ้าไม่ไปกับพวกเราหรือ?”
ศิษย์พี่ซ่งตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนถาม
“ใช่
ในหุบเขาวิบัติแห่งนี้อันตรายเกินไป
มีสหายเพิ่มหนึ่งคนก็เพิ่มกำลังขึ้นอีกส่วนหนึ่ง”
ศิษย์น้องลู่ก็ใช้สายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังมองเย่อวิ๋นเฟยเช่นกัน พลางกล่าว
เย่อวิ๋นเฟยช่วยพวกนางออกมาจากวงล้อมของสัตว์อสูรว่างเปล่าห้าสิบหกสิบตัวในยามที่พวกนางสิ้นหวังที่สุด ทำให้พวกนางเกิดความผูกพันอยากพึ่งพาอยู่บ้าง
โดยเฉพาะศิษย์พี่ซ่ง ในใจลึกๆ ปรารถนาจะได้ร่วมทางไปกับเย่อวิ๋นเฟย
“พวกเจ้าสองคนเป็นศิษย์ของขุมกำลังใด?”
เย่อวิ๋นเฟยถาม
“พวกเราเป็นศิษย์ดินแดนศักดิ์สิทธิ์จิ่วหัว”
ศิษย์พี่ซ่งลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ
“งั้นพวกเจ้ารีบติดต่อคนในสำนักของตนเถิด
ข้าไปคนเดียวก็พอ”
เย่อวิ๋นเฟยกล่าว
หากพาสองสาวน้อยนี้ไปด้วยก็เท่ากับเพิ่มตัวถ่วงอีกสองคน ซึ่งเย่อวิ๋นเฟยไม่ยินยอม
“เจ้า...”
สองสาวน้อยต่างโกรธขึ้งขึ้นมา
รู้หรือไม่ว่าพวกนางมีสถานะสูงศักดิ์ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์จิ่วหัว และยังมีรูปลักษณ์งามล่มเมือง จนปกติแล้วมีบุรุษไม่รู้เท่าไหร่ที่พยายามประจบเอาใจอย่างสุดกำลัง แต่นี่เป็นหนแรกที่มีชายหนุ่มปฏิเสธพวกนางอย่างไม่ไยดีเช่นนี้
“เอาล่ะ
ข้าไปแล้ว”
เย่อวิ๋นเฟยไม่ต้องการพัวพันกับพวกนางจึงกล่าว
