เหนือเมืองเสินเฟิง สายลมหวีดหวิวกลางนภา
บัดนี้ทุกสายตาจับจ้องอยู่ที่เย่อวิ๋นเฟย ไร้ผู้ใดเอ่ยวาจา
ถูกล้อมสังหารโดยผู้แข็งแกร่งขั้นรู้แจ้ง 40 คน แต่จนถึงตอนนี้เย่อวิ๋นเฟยไม่เพียงไม่บาดเจ็บ กลับสังหารผู้แข็งแกร่งขั้นรู้แจ้งไปถึง 14 คน!
การกระทำเช่นนี้ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก!
“จะเป็นไปได้อย่างไร!”
ผู้คนนับไม่ถ้วนล้วนตกตะลึงถึงขีดสุด
แววตาสงสัยบ้าง ตกใจบ้าง หวาดกลัวบ้าง โกรธแค้นบ้าง ต่างทอดมาที่ร่างของเย่อวิ๋นเฟย
ผู้แข็งแกร่งขั้นรู้แจ้งที่เหลืออีก 26 คน ต่างโกรธจนร่างสั่นเทา
“หมัดสังหารเทพแห่งอสูรแท้ พลังทำลายล้างไม่เลวอย่างที่คิด”
เย่อวิ๋นเฟยรำพึงในใจ รู้สึกพึงพอใจยิ่ง
เมื่อครู่ เย่อวิ๋นเฟยรัวกระบวนท่าหมัดสังหารเทพแห่งอสูรแท้แปดกระบวนแรกออกมาอย่างต่อเนื่อง จากทะลวงสังหารเทพ ไปจนถึงหมัดอสูรทมิฬ หนึ่งหมัดหนึ่งคน สังหารผู้แข็งแกร่งขั้นรู้แจ้งไปแปดคนรวด ประหนึ่งเชือดไก่ฆ่าสุนัข!
“ดี! ดี ดีเหลือเกิน!”
เซี่ยฉางคงและผู้อาวุโสระดับสูงของสถาบันพิทักษ์วิถีต่างดีใจสุดขีด
อันที่จริงต่อการแสดงออกของเย่อวิ๋นเฟย เซี่ยฉางคงและคนอื่นๆ มิได้รู้สึกตกตะลึงจนเกินไปนัก
เพราะก่อนหน้านี้ ณ สำนักงานใหญ่ของสถาบันพิทักษ์วิถี เย่อวิ๋นเฟยเคยสังหารผู้แข็งแกร่งแดนถ้ำสวรรค์ของสุสานสวรรค์อำพรางไปเจ็ดคนในคราวเดียว!
ทันใดนั้น
“เย่อวิ๋นเฟย ข้าทำลายค่ายกลทั้งหมดแล้ว ขึ้นไปบนแท่นแล้ว กำลังช่วยเหลือคนอยู่!”
จู่ๆ เย่อวิ๋นเฟยก็ได้รับเสียงสื่อจิตของหวงซาง
แลเห็นหวงซางและหูเมี่ยวปรากฏตัวบนแท่นนั้นพร้อมกัน
“พันเขาวกตมายา!”
หูเมี่ยวร้องเบา ร่ายวิชามายาสืบทอดของเผ่าจิ้งจอกฟ้าบรรพกาล ทันใดนั้น บนแท่น พวกชายฉกรรจ์ถือดาบใหญ่ก็ตกอยู่ในค่ายกลภาพลวงตาคนแล้วคนเล่า แววตาเลื่อนลอย
