“เป็นจริงตามนั้น หลังจากสงครามครั้งก่อน ฝ่ายผู้พิทักษ์ก็เลือกที่จะสงบเงียบลงอย่างมาก แม้กระทั่งปิดทางเข้าออกของสำนักใหญ่ ทำการปิดล้อมตัวเองไว้ แต่ช่วงนี้กองกำลังของฝ่ายผู้พิทักษ์เริ่มเคลื่อนไหวขึ้นอีกครั้งในมหาว่างชั้นที่หนึ่ง
ฝ่ายใหญ่อย่างแดนดาบก็ส่งกองกำลังเพิ่มมากขึ้น สร้างจุดสาขาย่อยแห่งใหม่ขึ้นทั่วไปในมหาว่างชั้นที่หนึ่ง ชั้นที่สอง และชั้นที่สาม
และตามข่าวที่ข้าได้รับ เผ่าวิญญาณช่วงนี้เคลื่อนไหวถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งสามมหาว่าง ชั้นที่หนึ่ง สอง และสาม ควบคุมทาสไว้ได้มากขึ้นเรื่อย ๆ
เผ่าวิญญาณเป็นเผ่าพันธุ์น่าสยองที่มีพลังทำลายร้ายกาจยิ่ง หากปล่อยให้เผ่าวิญญาณออกอาละวาดอย่างเปิดเผยในแต่ละมหาว่างต่อไป ต่อไปในอนาคตย่อมจะมีทั้งฝ่ายและเผ่าพันธุ์อื่น ๆ ถูกเผ่าวิญญาณควบคุมเพิ่มขึ้นอีกแน่นอน”
อาวุโสเก้อพยักหน้า กล่าวด้วยใจห่วงกังวล
“เป็นจริง เผ่าวิญญาณน่าสยองเกินกว่าจะประมาณ ยิ่งไปกว่าฝ่ายผู้พิทักษ์ซะอีก
หากปล่อยให้เผ่าวิญญาณเคลื่อนไหวต่อไปในแต่ละมหาว่าง ช้า ๆ ไป เผ่าวิญญาณย่อมจะควบคุมเผ่าพันธุ์และฝ่ายต่าง ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ ขยายอำนาจไม่หยุด และในอนาคตย่อมจะกลายเป็นหายนะใจกลางของทุกมหาว่าง”
เย่อวิ๋นเฟยเอ่ยขึ้น
เย่อวิ๋นเฟยบำเพ็ญวิชาและเคล็ดลับของเผ่าวิญญาณมานับไม่ถ้วน ลึกซึ้งในความน่าสยองของเวทวิชาวิญญาณนานัปการของเผ่าวิญญาณเป็นทุนเดิม โดยเฉพาะวิชาลับเส้นวิญญาณหุ่นเชิด ที่สามารถควบคุมร่างวิญญาณของผู้อื่น ทำให้ผู้นั้นกลายเป็นทาสได้
ดั่งเช่นที่เย่อวิ๋นเฟยเคยทำในสงครามกับฝ่ายผู้พิทักษ์มาก่อน ก็อาศัยการควบคุมร่างแยกและทาสมากขึ้นเรื่อย ๆ จนสุดท้ายเอาชนะฝ่ายผู้พิทักษ์ได้อย่างสิ้นเชิง
หากในวันนั้นเย่อวิ๋นเฟยไม่ได้ควบคุมทาสและร่างแยกไว้มากมายเช่นนั้น สงครามครั้งนี้บางทียังอาจต่อสู้มาถึงบัดนี้ก็ยังไม่จำเป็นต้องแพ้ชนะกัน
“ข้าคิดว่าสิ่งที่ยากจะรับมือที่สุดต่อจากนี้คงไม่ใช่ฝ่ายผู้พิทักษ์ หากแต่เป็นเผ่าวิญญาณต่างหาก
