“คนหนุ่ม ทำการใดพึงรู้จักประมาณตน”
ชายชราเพ่งมองเย่อวิ๋นเฟยพลางเอ่ยอย่างเนิบนาบ
ผู้นำตระกูลหลิวพาคนระดับสูงกลุ่มหนึ่งมาห้อมล้อมชายชราผู้นี้
คนระดับสูงทุกคนล้วนมองเย่อวิ๋นเฟยด้วยสายตาโกรธแค้น
“เขาผู้นั้นหรือคือสามบรรพชนตระกูลหลิว หลิ่วเหวินซง?”
“ใช่แล้ว เขาก็คือหลิ่วเหวินซง นี่คือหนึ่งในยอดฝีมือแกร่งกล้าที่สุดของตระกูลหลิวเชียวนะ!”
ไม่นานก็มีคนจำสามบรรพชนตระกูลหลิวผู้นี้ได้
“ผู้ใดไม่หาเรื่องข้า ข้าก็ไม่หาเรื่องเขา ผู้ใดหาเรื่องข้า ย่อมต้องคืนกลับเป็นทวีคูณ”
เย่อวิ๋นเฟยตอบกลับอย่างเรียบเฉย
“เจ้าสังหารคนตระกูลหลิวข้าไปแล้วกว่าสองร้อย แถมยังทำร้ายผู้ฝึกขั้นวิญญาณปฐมอีกสองคน เช่นนี้ถือว่าคืนกลับเป็นทวีคูณหรือยัง?”
หลิ่วเหวินซงกล่าว
“นี่เป็นเพียงแค่การเริ่มต้น”
เย่อวิ๋นเฟยตอบ
สายตาของหลิ่วเหวินซงจับจ้องเย่อวิ๋นเฟย พินิจอยู่ครู่หนึ่ง
ทันใดนั้น เขาก็ก้าวเท้าออกไป ร่างเคลื่อนดั่งเงาแสง แผ่วเบาราวกับย่นแผ่นดินให้สั้นลง เคลื่อนเข้าใกล้เย่อวิ๋นเฟยอย่างรวดเร็ว
ตั้งแต่หลิ่วเหวินซงปรากฏตัว เย่อวิ๋นเฟยก็ระวังตัวเต็มที่ตั้งแต่แรกแล้ว ใช้พลังวิญญาณล็อกเป้าหมายไว้
ประสบการณ์วิถียุทธ์ของเย่อวิ๋นเฟยล้ำลึกเพียงใด เพียงแวบเดียวก็มองออกว่าหลิ่วเหวินซงมีพลังแข็งแกร่งมาก
เกรงว่าต่อให้ห้ายอดฝีมือแห่งตระกูลถังลงมือพร้อมกัน ก็ไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของเขา
ดังนั้นเย่อวิ๋นเฟยจึงไม่มีทางเปิดโอกาสให้เขาเข้าใกล้
เย่อวิ๋นเฟยสำแดงพลังแห่งมิติ ก้าวหนึ่งแทรกเข้าสู่ห้วงมิติ สาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย
“นี่มันพลังแห่งมิติในตำนาน!
เป็นไปได้อย่างไร!
แม้แต่ยอดฝีมือขั้นหลอมเทพในถิ่นเป่ยหวงของเราก็ยังไม่อาจควบคุมพลังแห่งมิติได้ เด็กหนุ่มรุ่นหลังเช่นเขา เหตุใดจึงมีพลังแห่งมิติได้?”
