“ท่านอาจารย์ใหญ่เย่ สถาบันของเราก็เตรียมส่งกำลังพลไปสมทบกับกองทัพเทียนเสวียนเช่นกัน”
เซี่ยฉางคงและผู้นำระดับสูงของสถาบันมาหารือกับเย่อวิ๋นเฟย
หลังจากศึกเมืองเสินเฟิง สถานะของเย่อวิ๋นเฟยในสถาบันพิทักษ์วิถีก็พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
เวลานี้ผู้มีสถานะสูงสุดในสถาบันพิทักษ์วิถีมีเพียงสามคนคือ ผู้อาวุโสเฮ่อ เซี่ยฉางคง และเย่อวิ๋นเฟย
ทั้งสถาบันไม่มีผู้ใดกล้าดูแคลนเย่อวิ๋นเฟย รองอาจารย์ใหญ่ผู้นี้
“ท่านอาจารย์ใหญ่เซี่ย สถาบันของเรามีกำลังพลขั้นพลังปราณของเหลว ขั้นสร้างปราณปฐพี และขั้นรวมจิตแท้ อยู่ราวเท่าใด”
เย่อวิ๋นเฟยครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วถาม
“ระดับขั้นพลังปราณของเหลวมีประมาณสี่ร้อยกว่าคน
ระดับขั้นสร้างปราณปฐพีมีประมาณสองพันกว่าคน
ระดับขั้นรวมจิตแท้มีราวหกพันกว่าคน
ท่านอาจารย์ใหญ่เย่ นับตั้งแต่ท่านมอบโอสถจำนวนมากให้ สถาบันของเราก็มีผู้บรรลุขั้นพลังปราณของเหลวและขั้นสร้างปราณปฐพีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว”
อาจารย์ใหญ่ซ่างกวนตอบ
“เช่นนั้น รวบรวมทุกคนที่มีระดับพลังขั้นรวมจิตแท้ขึ้นไปไว้ด้วยกัน ข้าจะฝึกพวกเขาเป็นพิเศษ”
เย่อวิ๋นเฟยกล่าว
“ฝึกเป็นพิเศษ?”
เหล่าผู้นำระดับสูงต่างพากันงุนงง
“ใช่แล้ว
ข้าจะจัดตั้งสองกระบวนทัพยุทธ์”
เย่อวิ๋นเฟยพยักหน้า
“กระบวนทัพยุทธ์!”
ได้ฟังคำของเย่อวิ๋นเฟย เซี่ยฉางคงและผู้นำระดับสูงต่างตกตะลึงอย่างยิ่ง
รู้กันดีว่าในสนามรบ กำลังพลจำนวนเท่ากัน หากจัดเป็นกระบวนทัพยุทธ์จะสามารถระเบิดอานุภาพการต่อสู้ที่แข็งแกร่งกว่าได้มาก
