บทที่ 1 ถูกไล่ออกจากบ้าน อย่าดูถูกหญิงจนไร้พลัง
จักรวรรดิอสูรโลก หน้าประตูใหญ่คฤหาสน์หลักตระกูลเย่
ประตูทองสัมฤทธิ์หนาหนักสูงกว่าสองช่วงคน บนบานประตูหล่อตราประจำตระกูลเย่เอาไว้ เป็นรูปสุนัขจิ้งจอกเชิดหน้าหอนใส่จันทร์ มีหางห้าแฉกอยู่ด้านหลัง ดวงตาจิ้งจอกฝังด้วยหินพลังงานสีแดงเข้ม เวลานี้กำลังก้มลงมามองเบื้องล่างบันไดอย่างเย็นชา
เย่ถังถูกองครักษ์สองคนจับต้นแขน ยกโยนออกไปเหมือนทิ้งถุงขยะถุงหนึ่ง
ร่างของเธอลอยละลิ่วกลางอากาศเป็นเส้นโค้งน่าอนาถ ก่อนจะกระแทกลงบนพื้นถนนกรวดอย่างแรง หัวเข่ากระแทกกับหินแหลม เจ็บแปลบขึ้นมา
กระเป๋าเดินทางของเธอถูกโยนตามออกมา กลิ้งคว้างบนพื้นสองรอบ ตัวล็อกคุณภาพต่ำดีดออกดังปัง เสื้อผ้าเก่า ๆ ไม่กี่ชิ้นที่ซักจนซีดขอบเยินกระจัดกระจายเต็มพื้น
เย่ถังนอนคว่ำอยู่บนพื้นกรวดเจ็บระบม ฝ่ามือถลอก เลือดซึมติดเม็ดทรายเล็ก ๆ ก่อนหมดสติไป
ภายในประตูมีหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่ สวมเสื้อคลุมยาวสีม่วงเข้มตัดเย็บเนี้ยบ ชายเสื้อปักลายเมฆไหลด้วยด้ายเงิน ยิ่งขับให้ดูสูงส่งห่างเหิน
คิ้วตาของนางกับเย่ถังคล้ายกันสามส่วน แต่ดวงตาคู่นั้นมีเพียงความเมินเฉยเหนือกว่า ราวกับกำลังมองเครื่องมือที่หมดประโยชน์แล้ว ไม่มีแม้แต่อารมณ์เกินจำเป็น
เย่โหรวอวิ๋น ผู้นำตระกูลเย่คนปัจจุบัน อัจฉริยะที่น่าภาคภูมิใจ หญิงระดับพลังจิต S เป้าหมายที่แต่ละฝ่ายอำนาจในจักรวรรดิแย่งชิงตัว
ยามนี้นางกำลังยืนอยู่ด้านในประตู แสงอาทิตย์ส่องมาจากเบื้องหลัง ตกลงมานอกธรณีประตูเกิดเป็นเงามืดชัดเจน
“พลังจิตระดับ FF คู่ ตระกูลเย่ไม่ต้องการของไร้ประโยชน์อย่างเจ้า” เสียงของเย่โหรวอวิ๋นไม่สูง น้ำเสียงราบเรียบ ราวกับกำลังกล่าวถึงข้อเท็จจริงธรรมดา
พูดจบนางก็หันหลังกลับเดินจากไปราวกับมองเย่ถังอีกแค่แวบเดียวก็เสียเวลา ชายเสื้อพลิ้วไหว พัดพาสายลมบางเบา
เย่ถังนอนคว่ำอยู่ที่เดิม สมองอื้ออึง ราวกับมีฆ้องกลองร้อยชุดตีกระหึ่มข้างหู ความทรงจำก้อนใหญ่พรั่งพรูเข้ามาในหัวอย่างบ้าคลั่งดั่งเขื่อนแตก บีบจนขมับเต้นตึ้ก ๆ
โลกอสูร หญิง พลังจิต ปลอบประโลมอาการคลั่ง สามีอสูร
ข้อมูลมากมายพุ่งชนไปมาในหัวสมองของเธอ ภาพแวบผ่านไปทีละเฟรม ตอนสามขวบถูกอุ้มไปที่แท่นทดสอบครั้งแรก แท่นเปล่งแสงสีแดงจ้าขึ้นมา ใบหน้ารายรอบแข็งค้าง กลายเป็นความผิดหวังทันที
จากนั้นก็ถูกโยนไปที่มุมหลังบ้านไร้คนเหลียวแลกว่าสิบปี ไม่มีใครสอนอะไรเลย กระทั่งข้าวยังมีแต่คนใช้ที่บางทีก็นึกได้ถึงเอามาให้ ถ้านึกไม่ได้ก็หิวไป
เมื่อครู่ นางถูกพากลับมายังแท่นทดสอบอีกครั้ง แสงก็ยังเป็นสีแดง บนนั้นแสดงระดับพลังจิตของนาง FF
แล้วนางก็ถูกโยนออกมาเช่นนี้
เธอใช้เวลาย่อยอยู่ห้านาทีเต็ม ถึงพอจะปะติดปะต่อความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมได้คร่าว ๆ ความเจ็บปวดทางกายทำให้เธอยอมรับความจริงที่ว่าข้ามภพมาแล้ว
ที่นี่เป็นโลกอสูร เผ่าพันธุ์ทรงปัญญาที่อาศัยบนแผ่นดินนี้คือมนุษย์อสูร แบ่งเป็นหญิงและชาย
ชายอสูรมีพละกำลังแข็งแกร่งแต่กำเนิด สามารถปลุกความสามารถหลากหลาย ร่างกายทนทานต่อเหล็กกล้าได้ สภาพอสูรยิ่งทำลายล้างสูง แต่ยีนของพวกเขามีตำหนิใหญ่ซ่อนอยู่
พลังจิตจะถูกใช้ไปเรื่อย ๆ ในระหว่างการต่อสู้และใช้ความสามารถ สนามพลังจิตของชายอสูรทุกคนก็เหมือนบ้านที่สร้างริมหน้าผา ยิ่งใช้ความสามารถมากเท่าไร ฐานรากก็ถูกกัดเซาะมากขึ้นเท่านั้น
ทันทีที่ค่าพังทลายของพลังจิตเกินขีดจำกัด พวกเขาจะเข้าสู่สภาวะคลั่งรุนแรง ถูกสัญชาตญาณอสูรป่าเถื่อนกลืนกิน ไร้สติสัมปชัญญะ จนกว่าจะหมดแรงตาย หรือถูกสังหารทิ้งตรงนั้น
ส่วนหญิงอสูร แทบไม่สามารถปลุกพลังต่อสู้ใด ๆ ได้ มีเพียงความสามารถด้านพลังจิตปลอบประโลม พลังจิตของพวกนางเหมือนกับมืออ่อนโยน ที่สามารถรวบรวมจิตของชายที่กำลังพังทลายให้กลับมาจากขอบเหวแห่งความคลั่งคืนมาได้
หญิงพลังจิตระดับสูงยังสามารถปลอบประโลมชายหลายคนได้ในคราวเดียว เป็นดั่งเข็มทิศนำทางในสนามรบอย่างแท้จริง
เช่นตระกูลของเจ้าของร่างเดิม มีหญิงพลังจิตระดับสูงชุกชุม พี่น้องของนาง อย่างแย่ที่สุดก็ระดับ B
แต่ปัญหาคือ ครอบครัวอย่างตระกูลเย่ มีน้อยเกินไป โดยเฉพาะหญิงนั้น น้อยเหลือเกิน
น้อยอย่างไม่น่าเชื่อ สัดส่วนหญิงต่อชายในโลกอสูรทั้งหมดประมาณหนึ่งในสามร้อย หมายความว่า ชายอสูรสามร้อยคนจะมีหญิงหนึ่งคน
ส่วนกฎหมายจักรวรรดิระบุชัดเจน หญิงบรรลุนิติภาวะหนึ่งคนต้องมีสามีอสูรอย่างน้อยสามคน
นั่นไม่ใช่แค่สิทธิ์ หากแต่เป็นความรับผิดชอบ หญิงพลังจิตระดับสูงแต่ละคนล้วนเป็นสถานีเติมพลังจิตเคลื่อนที่ การมีอยู่ของพวกนางเป็นทรัพยากรทางยุทธศาสตร์ของจักรวรรดิ
หญิงระดับ S คือสมบัติล้ำค่าที่ทุกฝ่ายแย่งชิงกันจนหัวแตกเพื่อเชิดชู หญิงระดับ A ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็มีผู้คนห้อมล้อมประคบประหงม หญิงระดับ B ก็ยังถูกช่วงชิงจากฝูงชน
ระดับ C และ D แม้จะไม่โดดเด่นเท่า แต่ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้อง ไปอยู่กับตระกูลเล็กกลางไหนก็มีชีวิตสุขสบาย
แต่ระดับ F เป็นระดับไร้ประโยชน์
ส่วนเจ้าของร่างเดิม เย่ถัง เป็น FF คู่
ไร้ยิ่งกว่าไร้ประโยชน์อีก
วันนี้เพิ่งผ่านการทดสอบครั้งที่สอง ตระกูลเย่ก็กวาดนางออกจากบ้านทันที ไม่รีรอเลย แม้เจ้าของร่างเดิมจะยังอยู่ในช่วงเจริญเติบโต ควรได้รับการดูแลจากครอบครัว
อายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์อสูรบนบกแม้จะเทียบกับเผ่าทะเลไม่ได้ แต่ยิ่งฝึกฝนสูงก็ยิ่งอายุยืน
แม้จักรวรรดิจะไม่ได้กำหนดชัดเจน แต่ทุกคนยอมรับว่า 25 ปีจึงจะพ้นจากวัยเยาว์ ส่วนเจ้าของร่างเดิมพึ่งอายุสิบแปด
พื้นฐานของเจ้าของร่างเดิมก็อ่อนแออยู่แล้ว อดอยากเป็นประจำ ร่างกายย่ำแย่จนลมพัดก็ล้ม หลังจากถูกโยนออกมาอารมณ์พลุ่งพล่าน บวกกับถูกกระแทกครั้งนั้น ก็สลบลงตรงหน้าประตูใหญ่
ส่วนนางก็เข้ามาในร่างนี้ เย่ถังนั่งนิ่งอยู่กับพื้นสักพัก รู้สึกถึงความเวียนหัวมึนงงในหัวค่อย ๆ จางลง แล้วจึงขยับมือเท้าที่ชาคลาย
นางค่อย ๆ เก็บเสื้อผ้าที่กระจัดกระจายทีละชิ้น ปัดฝุ่นออก พับเรียบร้อย ยัดกลับเข้ากระเป๋า ส่วนตัวล็อกที่หักงอปิดไม่ได้ นางดึงเถาหญ้าที่เหนียวจากข้างทางมามัดลวก ๆ สองรอบ
แล้วนางจึงลุกขึ้น ปัดฝุ่นบนตัว เงยหน้ามองประตูทองสัมฤทธิ์ที่ปิดสนิทของตระกูลเย่ มือขวาค่อย ๆ ยกขึ้น กำแน่น ก่อนจะชูนิ้วกลางขึ้นมาตรง ๆ
ท่าทางมิตรภาพสากลแบบมาตรฐาน
“FF คู่แล้วยังไง” เสียงนางแหบแห้งแต่ชัดถ้อยชัดคำ เปี่ยมด้วยความคับแค้นของสาวนักทำงานในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด “ฉันทำงานล่วงเวลาทุกวัน ไม่ได้เงินสักสลึง เหนื่อยสายตัวแทบขาดเลี้ยงเจ้านาย พ่อค้านายทุน อาจารย์ยังบอกเลยว่าฉันเป็นตะวันยามแปดเก้านาฬิกา เป็นความหวังแห่งศตวรรษใหม่!”
“มาตรฐานครอบครัวพวกแกสูงนัก ทำไมไม่ขึ้นไปเคียงบ่าเคียงไหล่กับพระอาทิตย์บนฟ้าล่ะ”
นางหอบหายใจเฮือกหนึ่ง ยิ่งด่ายิ่งได้อารมณ์ “สามสิบปีฟากตะวันออก สามสิบปีฟากตะวันตก อย่าดูถูกหญิงจนไร้พลัง! วันนี้พวกแกไม่เหลียวแลฉัน วันหน้าฉันจะสูงส่งเกินเอื้อม!”
ด่าตระกูลเย่เสร็จ นางก็ก้มลงมองมือตัวเองที่ผอมจนเห็นกระดูก ตีอกตัวเองอย่างแค้นใจไม่ได้ดั่งใจ “แล้วแกน่ะ ก็เป็นตัวไร้ประโยชน์ไม่เอาไหน แค่ถูกไล่ออกจากบ้าน จะถึงกับหายใจไม่ทันตายไปเลยเรอะ แม้แต่ความอดทนทางใจแค่นี้ยังไม่มี เอาละสิ คราวนี้สบายเลย ให้ฉันของถูกพวกนี้ซะ”