“คุณออกไปก่อน ฉันมีเรื่องจะคุยกับแม่ยายสักสองสามคำ”
ชุยไคเซิ่งเตือนว่า “อย่าคุยกันแรงเกินไปล่ะ ไม่อย่างนั้นฉันจะจัดการลำบาก”
โจวหมิงฮ่าวจิ๊ปาก “รู้แล้วน่า ไม่ทำให้คุณลำบากใจหรอก ยังไงเราก็ต้องร่วมมือกันต่อไป”
โจวหมิงฮ่าวตั้งใจจะบุกเข้าสู่อุตสาหกรรมยา เพราะนี่เป็นธุรกิจที่ทำกำไรมหาศาล หากเข้าไปได้สำเร็จ รับรองว่ามีแต่จะทำเงินเพิ่มขึ้น
“อย่างมากสามนาที”
“พอแล้ว”
ชุยไคเซิ่งออกไป โจวหมิงฮ่าวนั่งลงบนเก้าอี้ข้าง ๆ น้ำเสียงยังคงอบอุ่นซื่อตรงเหมือนเช่นทุกวัน
“แม่ อย่าตื่นเต้นไป ระวังจะเป็นลมตายไปเสียก่อน”
เวินหลานหอบหายใจเสียงครืดคราด หัวใจราวกับเครื่องสูบลมเก่าที่มีรูพรุนเต็มไปหมด พยายามทำงานอย่างสุดกำลังเพื่อประคองสัญญาณชีพเอาไว้
เธออยากพูด แต่ร่างกายกลับไม่ยอมทำตาม ปากเผยอเล็กน้อย ทว่าไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา
โจวหมิงฮ่าวคิดจะฆ่าเธอ แล้วจะปล่อยหลิงหลิงไปหรือ
“แม่กำลังคิดอะไรอยู่ ถึงได้ตื่นเต้นขนาดนี้ ให้ผมเดานะ แม่กำลังคิดว่าถ้าผมฆ่าแม่แล้ว เวินหลิงจะตกอยู่ในอันตรายด้วยหรือเปล่า”
เวินหลานเบิกตาจ้องเขาอย่างแรง
“อ้าว เดาถูกด้วย”
โจวหมิงฮ่าวชื่นชมภาพเวินหลานดิ้นรนเฮือกสุดท้าย รู้สึกได้ว่าเลือดทั่วร่างพลุ่งพล่านด้วยความตื่นเต้น
เขาโน้มเข้าไปใกล้หูเวินหลาน สีหน้าบิดเบี้ยวเพราะอารมณ์พลุ่งพล่าน คำพูดที่เอ่ยออกมาราวกับเสียงกระซิบของปีศาจ
“ถ้าแม่ตาย ตามพินัยกรรมแล้วทรัพย์สินทั้งหมดจะตกเป็นของเวินหลิง แต่บริษัทอยู่ในกำมือผมหมดแล้ว ยัยโง่เวินหลิงก็เชื่อฟังผมทุกอย่าง
ผมจะหลอกให้เธอโอนหุ้นทั้งหมดมาให้ แล้วหาผู้ชายสักสองสามคนไปจัดการเธอ ทำให้เธอกลายเป็นคนเสียสติ
อ้อ แล้วผมจะบอกความลับอีกอย่าง หลานสาวที่แม่รักที่สุด ที่จริงเป็นลูกของผมกับรักแรกของผม”
“แฮ่ก ๆ ๆ!!!”
อารมณ์ที่แปรปรวนรุนแรงทำให้เครื่องมือข้างเตียงส่งเสียงเตือนแหลมขึ้นมา
โจวหมิงฮ่าวยิ่งตื่นเต้นขึ้นเรื่อย ๆ กำลังจะพูดกระตุ้นเธออีกสักสองสามคำเพื่อส่งเธอลงนรก พลันมีเสียงอึกทึกดังมาจากด้านนอก
“คนที่นอนอยู่ข้างในคือแม่ฉัน ทำไมฉันจะเข้าไปไม่ได้?!”
“ถอยไป! ถ้ายังไม่ถอย ฉันจะแจ้งตำรวจแล้วนะ!”
ประตูถูกผลักเปิดอย่างแรง เวินหลิงเห็นโจวหมิงฮ่าวกำลังกดกริ่งรัว ๆ พลางตะโกนเรียกหมอ
“หมอครับ หมอ”
“ที่รัก ทำไมคุณถึงมาด้วยล่ะ ผมเพิ่งมาถึงเอง จู่ ๆ แม่ก็เป็นแบบนี้ ทำเอาผมตกใจแทบแย่”
ความตื่นตระหนกของโจวหมิงฮ่าวเป็นการแสดง แต่ความตื่นตระหนกของเวินหลิงเป็นเรื่องจริง
ทั้งที่เธอรู้อยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงยังมาช้าไปก้าวหนึ่ง
ถ้าเวินหลานต้องตายเพราะเธอมาช้าไปก้าวเดียว ชั่วชีวิตนี้เธอคงไม่มีวันให้อภัยตัวเอง!
บรรดาหมอต่างกรูกันเข้าไป โจวหมิงฮ่าวสบตากับหมอคนหนึ่ง
คราวนี้เรียบร้อยแน่
……
หลี่เจ๋ออวี่เห็นความวุ่นวายเบื้องหน้า จึงขมวดคิ้วเล็กน้อย
ชุยไคเซิ่งที่ติดตามมาด้วยรีบรายงานว่า “คนไข้รายนั้นเคยผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ แต่ผลการรักษาหลังผ่าตัดไม่ค่อยดีนัก ปีนี้อาการวิกฤตจนต้องเข้าไอซียูมาแล้วสองครั้ง ครั้งนี้เกรงว่า...”
โรงพยาบาลเอกชนอี๋เหอเป็นสาขาในเครือบริษัทหลี่กรุ๊ปแห่งเมืองจิง และหลี่เจ๋ออวี่เป็นผู้รับผิดชอบสูงสุดของแผนกการแพทย์ในเครือบริษัทหลี่กรุ๊ป
ชุยไคเซิ่งได้ยินมานานแล้วว่าหลี่เจ๋ออวี่จะมาตรวจงาน แต่ไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะมาแบบไม่บอกกล่าวล่วงหน้า
โชคดีที่ชุยไคเซิ่งเตรียมตัวไว้ก่อนแล้ว จึงไม่ถึงกับทำอะไรไม่ถูก
ถ้าทำให้ท่านประธานหนุ่มพอใจได้ เรื่องงบประมาณก็ไม่ต้องกังวลอีก
หลี่เจ๋ออวี่ไม่ตอบ สายตาจับจ้องไปยังเบื้องหน้าอยู่ตลอด
“เธอเป็นใคร?”
ชุยไคเซิ่งมองตามสายตาของหลี่เจ๋ออวี่ไป แล้วรีบตอบว่า “เป็นลูกสาวกับลูกเขยของคนไข้ครับ”
“การช่วยชีวิตครั้งนี้ฉันจะดูตั้งแต่ต้นจนจบ ขอชมฝีมือของอี๋เหอหน่อย”
ชุยไคเซิ่งรู้สึกหนังศีรษะชาขึ้นมาทันที นี่ไม่ใช่การผ่าตัดใหญ่เสียหน่อย ทำไมจู่ ๆ หลี่เจ๋ออวี่ถึงอยากมาดู
ถ้าช่วยชีวิตสำเร็จก็แสดงให้เห็นถึงฝีมือของอี๋เหอ แต่ทางโจวหมิงฮ่าวคงรับมือยาก
ถ้าช่วยไม่สำเร็จ...ไม่ได้ ๆ จะล้มเหลวไม่ได้เด็ดขาด เมื่อเทียบกับเงินลงทุนจากสำนักงานใหญ่แล้ว เงินจิ๊บจ๊อยที่โจวหมิงฮ่าวให้มาแทบไม่พออุดฟัน
“คุณหลี่ เชิญทางนี้ครับ”
ชุยไคเซิ่งเดินนำอยู่ข้างหน้าอย่างเชื่องช้า
“ถ้าเดินช้าแบบนี้ คนไข้คงหมดลมหายใจก่อนถึงมือคุณ”
ชุยไคเซิ่ง: !!!
เขารีบเร่งฝีเท้าทันที พาหลี่เจ๋ออวี่ไปเปลี่ยนชุดแล้วเข้าไปด้านใน
ผู้รับผิดชอบการช่วยชีวิตคือหัวหน้าของอี๋เหอ ชุยไคเซิ่งกับเขารู้ใจกันดี แค่ส่งสัญญาณด้วยสายตา อีกฝ่ายก็เข้าใจโดยไม่ต้องพูด
ต้องช่วยชีวิตเต็มกำลัง!
แต่น่าเสียดายที่ครั้งนี้เวินหลานถูกกระตุ้นจนโมโหอย่างหนัก เส้นประสาทที่ขึงตึงอยู่ขาดผึง แม้พวกเขาจะพยายามอย่างเต็มที่ ก็ยังไม่อาจยื้อชีวิตกลับมาได้
……
ด้านนอกห้องช่วยชีวิต เวินหลิงถูกความหวาดกลัวและความตื่นตระหนกเข้าครอบงำทั้งตัว
เธอภาวนาให้ประตูห้องช่วยชีวิตเปิดออกเร็ว ๆ แต่ก็กลัวว่าหมอจะบอกให้เธอทำใจ
เป็นความผิดของเธอทั้งนั้น ถ้าเธอไม่ดึงดันจะแต่งงานกับโจวหมิงฮ่าว เวินหลานจะถูกทำร้ายได้อย่างไร
ทุกอย่างเป็นความผิดของเธอ เธอเป็นคนทำร้ายแม่
เธอเป็นลูกอกตัญญู คนที่สมควรตายที่สุดก็คือเธอ
น้ำตาไหลพรากจนห้ามไม่อยู่ เธอยกมือขึ้นตบหน้าตัวเองอย่างแรงสองครั้ง
โจวหมิงฮ่าวรีบคว้ามือเธอไว้ “หลิงหลิง คุณทำอะไรน่ะ?”
“เป็นความผิดของฉัน เป็นความผิดของฉันเอง ฉันดูแลแม่ไม่ดี”
โจวหมิงฮ่าวคิดว่าเธอกำลังโทษตัวเอง จึงแสร้งทำเป็นสามีแสนดีอีกครั้ง โอบเธอไว้แล้วตบหลังเบา ๆ พลางปลอบเสียงอ่อนโยน “จะโทษคุณได้ยังไง อย่าร้องไห้เลย แม่เป็นคนดี ย่อมมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง ต้องไม่เป็นอะไรแน่”
เวินหลิงเงยหน้ามองเขา ดวงตาที่ผ่านการชะล้างด้วยน้ำตากระจ่างใส แววตาคมกริบราวกับลำแสงทะลวงผ่านความมืด พุ่งตรงเข้าใส่ความดำมืดในใจโจวหมิงฮ่าว
“โจวหมิงฮ่าว คุณพูดอะไรไปกระตุ้นแม่หรือเปล่า ไม่อย่างนั้นอาการแม่กำลังดีขึ้นอยู่แล้ว ทำไมจู่ ๆ ถึงทรุดลงอีก!”
โจวหมิงฮ่าวกะพริบตาปริบ ๆ ทำหน้าไร้เดียงสา “ผมก็เพิ่งมาถึงเหมือนกัน พอเห็นว่าผู้ดูแลไม่อยู่ ผมกำลังจะไปตามคน จู่ ๆ แม่ก็ชัก ผมเลยรีบกดกริ่งเรียกหมอ แล้วคุณก็มา”
โชคดีที่เขาลงมือเร็ว ไม่อย่างนั้นคงอธิบายยาก
ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นจริง ๆ เขาก็โยนความผิดทั้งหมดให้โรงพยาบาลกับผู้ดูแลได้
โจวหมิงฮ่าวอย่างเขาจะไม่ยอมให้ตัวเองเดือดร้อนเด็ดขาด
“จริงเหรอ?”
“จริงสิ หลิงหลิง แม่ก็เป็นแม่ผมเหมือนกัน ผมจะไปกระตุ้นท่านให้ได้อะไรขึ้นมา?”
หึ ได้ประโยชน์ตั้งเยอะต่างหาก
แต่เวินหลิงพูดออกไปไม่ได้ เธอจิกฝ่ามือแน่น ข่มแรงกระตุ้นนั้นเอาไว้สุดกำลัง
“แล้วผู้ดูแลล่ะ นี่เป็นการละเลยหน้าที่ ถ้าแม่ฉันเป็นอะไรไป ฉันไม่ปล่อยเธอไว้แน่!”
ตอนนั้นเอง ผู้ดูแลก็เพิ่งมาถึงช้า ๆ เอาแต่กล่าวขอโทษไม่หยุด
“ฉันกินอะไรผิดไปจนท้องเสีย ไม่คิดเลยว่าจู่ ๆ อาการของคุณนายจะทรุดลง”
เวินหลิงตาแดงก่ำ ตวาดใส่ว่า “ไม่คิด ไม่คิด แล้วถ้าคุณไม่สบายทำไมไม่หาคนมาเปลี่ยนเวร ถ้าแม่ฉันเป็นอะไรไปแม้แต่นิดเดียว ก็รอเข้าคุกได้เลย!”
ผู้ดูแลมีทั้งหมดสามคน ผลัดเวรกันดูแลตลอด 24 ชั่วโมง
ผู้ดูแลคนนี้โดนด่าจนไม่กล้าส่งเสียง
โจวหมิงฮ่าวปลอบเธออีกครั้ง ส่วนเวินหลิงก็ค่อย ๆ ปรับอารมณ์ของตัวเองไม่ให้ถูกความสิ้นหวังควบคุม
ไม่ว่าเวินหลานจะยังมีชีวิตอยู่หรือว่า...จากไปแล้ว เธอก็ยังมีศึกหนักรออยู่
เธอต้องเข้มแข็ง ต้องระมัดระวังในทุกย่างก้าว ถึงจะไม่พ่ายแพ้จนหมดสิ้นในศึกครั้งนี้
ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าไร ในที่สุดประตูที่ปิดสนิทก็ถูกเปิดออก
เวินหลิงรีบวิ่งเข้าไปหา “คุณหมอคะ แม่ฉันเป็นยังไงบ้าง?”
หมอที่เป็นหัวหน้าถอนหายใจ เวินหลิงเซถอยหลัง โจวหมิงฮ่าวแทบกลั้นรอยยิ้มเอาไว้ไม่อยู่……
