สีหน้าของจงอี๋ซีดลงไปอีก มือยันขอบโต๊ะไว้ ก่อนจะเซเล็กน้อย
เจียงอี่หนิงยื่นมือไปประคองแขนเธอ แล้วกดให้นั่งลงบนเก้าอี้ตามเดิม
จากนั้นก็รินน้ำใส่แก้วแล้วยื่นให้
จงอี๋รับแก้วจากมือเธอมาจิบสองอึก พออาการดีขึ้นจึงเงยหน้ามองเจียงอี่หนิง
ริมฝีปากขยับเหมือนอยากพูดอะไร สุดท้ายก็ทำได้เพียงหัวเราะขื่น ๆ
“คุณเจียง จำเป็นต้องพูดตรงขนาดนี้เลยเหรอ”
เจียงอี่หนิงไม่มีความอดทนจะพูดอ้อมค้อม น้ำเสียงเย็นชากว่าเมื่อครู่
“คุณนายจง ฉันไม่อยากเสียเวลากับคุณ”
“ในเมื่อมีบางเรื่องที่คุณไม่สะดวกจะพูด ฉันก็ไม่บังคับ”
“ฉันถาม คุณตอบ ใช่หรือไม่ใช่ ถ้าพูดได้ก็ตอบ ถ้าพูดไม่ได้ก็เงียบไว้”
ริมฝีปากของจงอี๋เผยอขึ้นเล็กน้อย คำแก้ตัวที่กำลังจะพูดติดอยู่ในลำคอ ก่อนจะกลืนกลับลงไปในที่สุด
“ถ้าอยากคุยก็อย่าพูดไร้สาระ ถ้าไม่อยากคุย ฉันจะไปเดี๋ยวนี้”
ทั้งสองนิ่งงันกันอยู่ครู่หนึ่ง จงอี๋หัวเราะอย่างจนใจ แนวไหล่ที่เกร็งอยู่คลายลงเล็กน้อย ก่อนเอ่ยเสียงแหบพร่า
“ถามมา”
แววตาของเจียงอี่หนิงสงบนิ่งและคมกริบ จ้องตรงเข้าไปในดวงตาของเธอ
“คุณรู้ว่าแม่ของฉันไม่ใช่มือที่สาม”
จงอี๋กำมือแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว
เธอเงียบไปหลายวินาที ก่อนจะค่อย ๆ พยักหน้าหนึ่งครั้ง
“ในมือคุณมีหลักฐานที่พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของแม่ฉันได้”
เจียงอี่หนิงถามต่อ
สีหน้าของจงอี๋ซีดลงอีกชั้น
ทั้งร่างราวกับถูกถอนกระดูกที่ค้ำจุนไว้ เอนวูบไปด้านข้างเล็กน้อย
หลังจากต่อสู้กับตัวเองอยู่หลายครั้ง เธอก็พยักหน้าลงอย่างแข็งทื่ออีกครั้ง
“ที่คุณปิดบังความจริงมาตลอด ไม่ใช่เพราะเกรงกลัวตระกูลเสิ่นอย่างเดียว”
