เวินอี้ใช้มือปิดปากแน่น ไม่กล้าพูดแม้แต่คำเดียว
หานมู่เฉินซุกหน้าลงตรงซอกคอของเธอ พลางงับติ่งหูแผ่วเบา
เอวสอบกับสะโพกผายแข็งแรงเกร็งเป็นส่วนโค้งเย้ายวน ราวกับคันธนูที่ขึ้นสายจนตึง พร้อมปล่อยลูกธนูออกไปทุกเมื่อ
เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ก้มตามองหญิงสาวใต้ร่างที่อดกลั้นจนต้องปิดปาก ไม่กล้าส่งเสียงเรียก ริมฝีปากบางยกยิ้ม เสียงทุ้มแหบพร่าปนความร้ายกาจที่ฝังลึกถึงกระดูก
“ทำไมเงียบไปล่ะ หืม?”
“เมื่อกี้ยังคิดจะไปเปิดประตูให้เขาอยู่เลย ทำไมไม่ไปแล้วล่ะ?”
ถ้อยคำนี้เมื่อเข้าหูเวินอี้ ช่างชวนให้โมโหเสียจริง
เธอกัดฟันแน่น ขนตาชุ่มชื้น ดวงตาถลึงใส่เขาราวกับลูกกวางน้อยที่กำลังขุ่นเคือง
เขาทำกับเธอแบบนี้ แล้วเธอจะออกไปได้ยังไง?
เธอไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงตอบรับสักคำ กลัวเหอเจิ้นอวี่ที่อยู่นอกประตูจะได้ยินสิ่งที่ไม่ควรได้ยินเข้า
หานมู่เฉินหัวเราะเสียงต่ำ ความร้ายกาจแทบล้นออกมาจากดวงตา ทั้งเจ้าเล่ห์ทั้งยียวน
“ให้ฉันช่วยตอบเขาสักคำไหม?”
เวินอี้ตกใจ รีบส่ายหน้าแรง ๆ
ไม่เอา!
ปลายนิ้วยาวเรียวของหานมู่เฉินไล้ไปตามร่างเธออย่างกำกวม “แล้วจะทำยังไงล่ะ จะปล่อยให้เขามาเสียเที่ยวเปล่า ๆ แบบนี้หรือไง หืม?”
นิ้วมือของชายหนุ่มราวกับมีกระแสไฟฟ้า พอสัมผัสผิวเนื้อนุ่มนวลของเธอ ร่างกายก็สั่นสะท้านขึ้นมาทันที
ดวงตาฉ่ำน้ำของเวินอี้ฉายแววน่าสงสาร ทั้งยังเจือความไร้หนทางอยู่เล็กน้อย
ราวกับกำลังบอกว่า อย่าทำอะไรเหลวไหลนะ
หานมู่เฉินยิ้มมุมปาก ก่อนจะค่อย ๆ จับมือทั้งสองข้างของหญิงสาวออกแรงเพียงนิด ก็แยกมือที่ปิดปากเธอออกได้ แล้วสอดนิ้วประสานกัน กดมือทั้งสองไว้ข้างลำตัว
