เวินอี้: “……”
พูดราวกับกล้ามท้องของเขามีค่ามหาศาล ใคร ๆ ก็อยากจับนักแหละ
เธอส่งเสียงฮึเบา ๆ ไม่รับคำเขา
พอเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ข้างโต๊ะอาหาร เธอก็พูดกับเขาอย่างไม่เกรงใจว่า “เดี๋ยวกินข้าวเสร็จแล้ว คุณก็กลับไปได้เลย”
หานมู่เฉินแค่นเสียง “ข้าวยังไม่ทันได้กิน ก็ไล่ผมแล้วเหรอ?”
เวินอี้หยิบตะเกียบขึ้นมา คีบซี่โครงหมูทอดหอมกรุ่นเข้าปาก
หอมกรอบ รสชาติดีจริง ๆ
เธอฟังคำพูดของชายหนุ่ม พลางเคี้ยวตุ้ย ๆ แก้มป่อง ก่อนตอบอย่างจริงจังว่า “ฉันบอกว่าหลังจากคุณกินข้าวเสร็จต่างหาก”
หานมู่เฉิน: “อ้อ พอตัวเองมีความสุขเสร็จแล้ว ก็ไม่สนใจคนอื่นเลยสินะ?”
เวินอี้: “……”
เธอเกือบสำลัก
ช่างเถอะ กินข้าวไม่พูด นอนหลับไม่พูด กินให้อิ่มดื่มให้พอก่อนค่อยว่ากัน
ถึงอย่างไรเธอก็เถียงเขาไม่ชนะอยู่แล้ว
เวินอี้ไม่ตอบ ตั้งใจกินข้าวต่อ
แต่เห็นได้ชัดว่าชายหนุ่มไม่คิดจะปล่อยเธอไป เขาถามอย่างไม่ใส่ใจว่า “ทำไมไม่พูดแล้วล่ะ พอเจอคำถามที่ตอบยากก็เงียบเลยหรือ?”
เวินอี้: “แค่ก ๆ ๆ…”
คราวนี้ต่อให้ไม่สำลักก็ต้องสำลักแล้ว
เธอสำลักจนหน้าแดง รีบรินน้ำให้ตัวเองดื่ม
ดื่มไปเกินครึ่งแก้วกว่าจะหายสำลัก
แต่พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นหานมู่เฉินมองเธอด้วยแววตาราวกับกำลังดูละคร ริมฝีปากคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
เวินอี้รู้สึกร้อนผ่าวที่หน้าอย่างไม่มีสาเหตุ
เธอกระแอมเบา ๆ “ตอนกินข้าว ช่วยอย่าพูดได้ไหม?”
หานมู่เฉินยิ้มแล้วถามกลับ “แล้วตอนแรกใครเป็นฝ่ายเริ่มพูดก่อนล่ะ คุณหรือผม?”
เวินอี้: “……”
หมดทางเถียงแล้ว
เธอยอมแพ้เขาอย่างสิ้นเชิง
เวินอี้ทำแก้มป่อง “ฉันผิดเอง ฉันไม่พูดแล้ว”
หานมู่เฉิน: “ตอบคำถามของผมให้จบก่อนค่อยว่ากัน”
เวินอี้เล่นแง่ “คำถามของคุณไม่ใช่คำถามสักหน่อย”
หานมู่เฉินพยักหน้า “อ้อ ในเมื่อคุณไม่เห็นว่ามันเป็นคำถาม งั้นผมก็จะถือว่าคุณไม่เคยพูดว่าให้ผมกลับหลังอาหารเย็นแล้วกัน”
เวินอี้: “……”
ช่างเถอะ กินข้าวก่อนแล้วกัน
หลังกินเสร็จ เวินอี้ก็รับหน้าที่เก็บถ้วยชามเอง
ถึงอย่างไรอาหารก็เป็นฝีมือชายหนุ่ม ถ้าเธอเอาแต่กินโดยไม่ช่วยเก็บก็คงเสียมารยาท
หานมู่เฉินไม่ได้ห้าม เขานั่งมองเธอเก็บถ้วยชามอยู่แบบนั้น
สายตาจ้องเธอเขม็งแทบไม่ขยับเลยสักวินาที ราวกับติดหนึบอยู่บนตัวเธอ
