เหอเจิ้นอวี่เหลือบมองแวบหนึ่ง ก่อนรีบเบือนสายตาหนี ใบหน้าพลันแดงระเรื่ออย่างห้ามไม่อยู่
ถึงเขาจะไม่เคยคบใคร แต่ไม่เคยเห็นหมูวิ่งก็เคยกินเนื้อหมูมาแล้ว ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าพวกเขากำลังทำอะไรกัน
เพียงแต่เขาไม่คิดว่าคู่รักสมัยนี้จะเปิดเผยกันขนาดนี้ ถึงขั้นจูบกันอย่างดูดดื่มตรงทางเดินของอาคารอพาร์ตเมนต์
เหอเจิ้นอวี่รู้สึกกระดากอายเกินกว่าจะเข้าไปขัด จึงรีบเดินไปทางลิฟต์
แน่นอนว่า หากเขามองให้ละเอียดกว่านี้ คงต้องเห็นว่าผู้หญิงที่ถูกชายหนุ่มกดจูบอยู่ตรงมุมกำแพงก็คือเวินอี้ คนที่เขาตั้งใจมาหา
เพราะแสงสลัวเกินไป เขาจึงแค่เหลือบมองผ่าน ๆ แล้วรีบเบือนหน้าหนี ไม่ทันสังเกตเห็นเลย
ตรงมุมกำแพง
เวินอี้ซุกใบหน้าทั้งหมดไว้กับแผงอกของชายหนุ่ม
ใบหน้าร้อนผ่าวจนแทบจะระเบิด ทั้งยังอับอายจนทนไม่ไหว
หานมู่เฉินก้มมองเธอ เห็นเพียงศีรษะดำ ๆ ที่ซุกอยู่ในอ้อมอก
เขาหัวเราะเบา ๆ พลางพูดอย่างเสียดายเล็กน้อยว่า “วางใจเถอะ เขาไปแล้ว ไม่เห็นตอนเราพลอดรักกันหรอก”
เวินอี้: “……”
อะไรนะ ฟังจากน้ำเสียงเขาแล้ว ดูเหมือนจะอยากให้คนเห็นเสียด้วยซ้ำ?
ขอโทษที เธอหน้าหนาไม่เท่าเขาหรอก
แต่ถึงอย่างนั้น เวินอี้ก็ยังแอบโผล่หน้าออกจากอ้อมอกชายหนุ่ม แล้วเหลียวซ้ายแลขวาดูแวบหนึ่ง
เหอเจิ้นอวี่ไม่อยู่แล้ว
เธอถอนหายใจอย่างโล่งอกเล็กน้อย
จากนั้นใบหน้าก็แดงขึ้นมาอีกครั้งอย่างห้ามไม่อยู่
ไม่รู้ว่าเมื่อครู่ตอนถูกหานมู่เฉินกดจูบ เหอเจิ้นอวี่จำเธอได้หรือเปล่า
ถ้าเขาจำได้ขึ้นมา เธออยากจะขุดหลุมฝังตัวเองเสียให้รู้แล้วรู้รอด
