ไต้โควสนทนากับแม่ลูกสกุลเซี่ยอีกสองสามประโยค ก่อนกล่าวลาและออกจากห้องโถงใหญ่ ทว่ามิได้กลับไปในทันที หากแต่เลี้ยวอ้อมมุมตึกเดินไปยังด้านข้างของเรือน
เสียงสนทนาระหว่างแม่ลูกดังลอดผ่านหน้าต่างมา
"ท่านแม่จะให้นางพำนักอยู่ในจวนเราอีกนานเพียงใด เหตุใดไม่ส่งนางกลับไป ให้น่าอับอายขายหน้าต่อหน้าเหล่าสหายของข้า"
ตามด้วยเสียงของไต้หว่านหรู "เจ้าอย่าได้รังเกียจนางเลย อย่างไรเสียนางก็ต้องเป็นคนในเรือนของพี่ชายเจ้า"
"ท่านแม่คิดจะยกนางให้พี่ใหญ่จริงหรือ" เซี่ยเจินอุทานด้วยความตกใจ พี่ชายนางอายุยังน้อยก็ได้ดำรงตำแหน่งกั๋วจื่อเจียนเฉิง แม้ขั้นตำแหน่งไม่สูงนัก แต่เส้นทางราชการก็รุ่งโรจน์ ไต้โควคู่ควรกับเขาได้อย่างไร
ไต้หว่านหรูเหลือบมองเซี่ยเจินอย่างตำหนิ "ด้วยชาติกำเนิดเช่นนาง จะคู่ควรกับพี่ชายเจ้าได้อย่างไร พี่ชายเจ้าย่อมต้องมีสตรีบุตรีแห่งตระกูลสูงศักดิ์คู่ควร"
"หมายความว่าท่านแม่..."
"ตระกูลไต้ค้าขายมาหลายชั่วคน มาถึงมือพี่ชายข้ายิ่งรุ่งเรืองมั่งคั่ง เงินทองก่ายกอง ทรัพย์สมบัตินับหมื่นหมื่น นางไร้บุตรชาย พอไต้โควออกเรือน ของสินสอดย่อมต้องมากมายน่าตะลึง ถึงเวลานั้นให้หรงเอ๋อร์รับนางเป็นอนุภรรยา สินสมรสทั้งหมดก็จะตกเป็นของจวนตระกูลเซี่ย"
อันที่จริงแล้ว หากจะว่าไป ไต้โควคือสายเลือดเดียวกันกับไต้หว่านหรู หากนางเป็นอนุ หน้าตาของสกุลไต่ย่อมไม่สง่างาม ทว่าเมื่อความโลภเข้าครอบงำ จากการชั่งน้ำหนักดูแล้ว อยากให้บุตรชายของตนแต่งกับสตรีสูงศักดิ์ แต่ก็มิอาจละทิ้งสินเดิมมากมายของไต้โคว
ไต้หว่านหรูเดินเข้าไปใกล้เซี่ยเจิน ใช้นิ้วจิ้มศีรษะนางเบา ๆ "ที่แม่ต้องคิดมากเช่นนี้เพื่อใครกัน เจ้าก็ไม่เด็กแล้ว หากมีนาง ยามออกเรือนก็จะดูมีหน้ามีตา"
เซี่ยเจินดึงแขนเสื้อไต้หว่านหรูไว้ พลางหัวเราะ "ท่านแม่ยังรักข้าที่สุด นางมาเป็นอนุให้พี่ใหญ่ ก็ถือว่านางปีนบันไดสูงแล้ว" พูดไปได้ครู่หนึ่งก็หยุดแล้วเสริม "แต่พี่สาวผู้น้องนี่ทะเยอทะยานสูง หากนางไม่ยินยอม จะทำอย่างไร"
"ไร้บันไดขึ้นสวรรค์ จะเด็ดดาวได้เยี่ยงไร มีเพียงจิตใจสูงส่งจะไปมีประโยชน์อันใด เมื่อนางย่างกรายเข้ามาในจวนตระกูลเซี่ยแล้ว จะอยู่ที่นี่ต่อก็มิได้ขึ้นกับนาง..." เอ่ยถึงตรงนี้ ไต้หว่านหรูกำชับเสริม "ไปจวนสกุลลู่ต้องระวังปาก เรื่องที่ไม่ควรพูดก็อย่าพูด"
"ท่านแม่โปรดวางใจ ลูกทราบดี"
จวนสกุลลู่มีธรณีประตูสูงเกินไป ในเมื่อเรื่องระหว่างพี่ชายกับลู่หว่านเอ๋อร์ยังไม่ลงตัว จะทำให้ผิดพลาดแม้สักนิดมิได้
...
ระหว่างทางกลับเรือน กุยเยี่ยนอดกลั้นไม่ไหวอีกต่อไป เอ่ยด้วยความโกรธแค้น "นายหญิง นายหญิงจะทำเช่นนี้ได้เยี่ยงไร ถึงให้ท่านเป็นอนุของนายท่านเซี่ย ไยไม่ส่งข่าวให้คุณชายใหญ่ให้เขาออกหน้าเป็นธุระให้ท่าน ไม่สมควรถูกเหยียดหยามเช่นนี้"
ไต้โควส่ายศีรษะ "เมื่อครู่ท่านอาพูดประโยคหนึ่งถูกต้องนัก เมื่อเข้าจวนตระกูลเซี่ยแล้ว จะอยู่ต่อก็มิได้อยู่ที่เรา"
แม้ตำแหน่งราชการของตระกูลเซี่ยจะต่ำต้อย แต่ก็มากพอจะควบคุมนางได้อย่างสบาย
นางไม่อาจหวังพึ่งบิดาได้ ไต้หวั่นช่างเป็นคนที่ใช้ความเฉียบแหลมของพ่อค้าถึงขีดสุด เว้นแต่นางจะมีคุณค่าในการใช้งานสูงกว่านี้ ไม่เช่นนั้นเขาจะไม่ออกหน้าแน่
การจะถอนสัญญาหมั้นหมายกับเซี่ยหรงนั้น มิใช่เพียงคืนของให้หมายมั่นหรือฉีกทิ้งสัญญาหมั้นก็เป็นอันสิ้นสุด
แม้จะเอาของให้หมายมั่นคืน ฉีกสัญญาทิ้ง ขอเพียงตระกูลเซี่ยเอ่ยปาก บิดาของนางก็จะขายนางเป็นเครื่องต่อรองอีกครั้ง
คนทั้งสอง สมรู้ร่วมคิด ต่างฝ่ายต่างเอาสิ่งที่ต้องการ ตระกูลเซี่ยหมายเอาผลประโยชน์ ตระกูลไต้หมายเอาชื่อเสียง
หากคิดจะหลุดพ้นจากพันธนาการ นางต้องยืม "คมดาบ" เล่มหนึ่ง มาฟาดฟันโซ่ตรวนที่ตระกูลเซี่ยคล้องคอ ในยามที่ดาบฟาดลง ตระกูลเซี่ยและตระกูลไต่จะส่งเสียงฮึดฮัดมิได้
และ "คมดาบ" เล่มนั้นก็คือตระกูลลู่
จุดมุ่งหมายของนางคือหลุดพ้นจากจวนตระกูลเซี่ย เรื่องของคนตระกูลเซี่ยและลู่หว่านเอ๋อร์นั้น...
มิต้องเอ่ยถึงว่านางจะได้เกิดใหม่สักครั้ง ต่อให้เกิดใหม่หลายครั้ง ตัวนางก็มิอาจสู้กับคนพวกนี้ โดยเฉพาะลู่หว่านเอ๋อร์ ช่องว่างทางชนชั้นระหว่างนางกับนางนั้นใหญ่หลวงนัก ตั้งแต่แรกก็ถูกกำหนดไว้แล้ว
ไต้โควรู้จักประมาณตน จะไม่เอาไข่ไปกระแทกหิน ยุ่งเกี่ยวกับผู้สูงศักดิ์พวกนี้ เพียงต้องการใช้ชีวิตนี้อย่างสงบราบเรียบ
...
ยามวิกาล ค่ำคืนค่อย ๆ ลึกลง หลังจากไต้โควอาบน้ำเสร็จ ก็อาศัยริมหน้าต่างนั่งบนตั่งถักปมเชือก ได้ยินเสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยดังมุ่งมายังเรือน หยุดยืนอยู่ใต้ขั้นบันได
"คุณชายรองอยู่หรือไม่"
น้ำเสียงอบอุ่นนุ่มนวลสะอาดสะอ้าน ความอ่อนโยนแผ่ลอยอยู่เบื้องหน้า แต่เบื้องล่างคือพละกำลังที่แข็งแกร่ง ตัวตนของเซี่ยหรงก็คล้ายกับน้ำเสียงของเขา ทะลุผ่านชั้นความอ่อนโยนไปสัมผัสแก่น ความแข็งกร้าวภายในทำให้เจ็บปวดรวดร้าว
ในชาติก่อน หลังจากนางสูญเสียบุตรไปแล้ว เซี่ยหรงเปลี่ยนท่าทีต่อนางไปอย่างประหลาดจนเกินเหตุ นางอยากถามให้รู้เรื่อง ว่ามีความเข้าใจผิดอันใดหรือไม่
บุตรนั่นสิ้นไปเพราะลู่หว่านเอ๋อร์ เหตุใดเขาจึงไม่ลงโทษลู่หว่านเอ๋อร์ แม้แต่คำตำหนิสักคำก็ไม่มี กลับทำเมินเฉยต่อนาง
นี่คือปมในใจของไต้โคว
ค่ำคืนนับไม่ถ้วน นางคิดเท่าใดก็มิอาจเข้าใจ กระทั่งก่อนตายก็ยังมิอาจปล่อยวาง เหตุใดกัน
ทว่าได้มีชีวิตอีกครั้ง นางกลับไม่อยากรู้แล้ว
อันที่จริงแล้ว คำตอบนั้นอยู่ในใจของนางเนิ่นนานแล้ว เพียงแต่ไม่เคยยอมรับมันเท่านั้นเอง...
"เรียนนายท่านเซี่ย นายหญิงพักผ่อนแล้วเจ้าค่ะ" กุยเยี่ยนเอ่ยเสียงนอบน้อม
เซี่ยหรงมองไปยังหน้าต่างกระดาษ ภายใต้แสงเทียนสลัว ๆ ปรากฏเงาร่างบางเบา เขาเดินไปใต้หน้าต่าง ใช้นิ้วเคาะที่วงกบหน้าต่าง
"ก่อนหน้านี้เจ้าเอ่ยว่าอยากไปวัดชิงซานนอกเมืองเพื่อขอพรให้ท่านน้า พรุ่งนี้ข้าว่าง จะพาเจ้าไปดีหรือไม่"
"ไม่ต้องลำบากพี่ชายเลยเจ้าค่ะ ช่วงนี้รู้สึกอ่อนเพลีย ไม่ไปแล้วเจ้าค่ะ"
"ร่างกายตรงไหนไม่ดีหรือ ข้าให้หมอมาดูให้"
"มิได้เป็นโรคอะไรเจ้าค่ะ"
เซี่ยหรงล้วงของสิ่งหนึ่งจากแขนเสื้อ วางไว้บนขอบหน้าต่าง "ไปนอกเมืองมาหลายวัน อยู่ว่าง ๆ ก็ง่วนทำสิ่งนี้ขึ้นมา ดูสิว่าชอบหรือไม่" พูดจบ ในห้องก็ยังไร้การตอบรับ "เจ้าพักผ่อนเสียแต่เนิ่น ๆ เถิด รอให้ร่างกายดีขึ้นบ้าง ข้าจะพาออกไปเที่ยวนอกจวน"
ไต้โควตอบรับด้วยน้ำเสียง "อืม"
คนใต้หน้าต่างจากไป เสียงฝีเท้าค่อย ๆ ห่างออกไป
หลังจากเซี่ยหรงจากไป ไต้โควเปิดบานหน้าต่างออก หยิบของบนขอบหน้าต่างมาถือไว้ในมือ เป็นรูปแกะสลักไม้รูป "เด็กน้อย" ใบหน้ากลม ดวงตาเรียวโค้งดั่งจันทร์เสี้ยว มวยผมสองข้าง ห้อยพู่แพรแดงไว้ข้างละอัน
เป็นรูปโฉมของนางเมื่อครั้งเด็ก
"อาโคว โตขึ้นข้าจะแต่งกับเจ้า พวกเราจะดีต่อกันตลอดไป..."
วาจาไร้เดียงสาในวัยเยาว์กลับเพี้ยนแปรไป คำว่า "ตลอดไป" ก็จืดจางไร้สีสัน
เขาไม่ยอมพบนาง นางจึงให้คนนำจดหมายไปให้เขา ขอหนังสือนิรโทษสักฉบับ หากในตอนนั้นเขายอมให้นางจากไป เปลี่ยนสถานที่และสภาพจิตใจ บางทีนางอาจยังมีชีวิตอยู่ได้
แต่วาจาที่บ่าวรับใช้กลับมารายงานคือ "เจ้าเป็นแค่อนุภรรยา จะมีหนังสือนิรโทษอะไรได้ มีแต่การยกให้ต่อหรือขายต่อ ไม่มีคำว่า 'ปล่อยเมีย' "
แล้วบ่าวรับใช้ก็เอ่ยต่ออีกว่า "คุณชายยังบอกอีกว่า ให้อนุอยู่ในจวนตระกูลเซี่ยอย่างสงบ อย่าได้คิดถึงเรื่องไม่เป็นเรื่อง"
เขาขังนางไว้ กระทั่งนางตรอมใจตายจึงได้ปรากฏตัว
...
บรรพบุรุษตระกูลลู่เดิมเป็นขุนนางคนสนิทของปฐมจักรพรรดิ อำนาจบารมีต่างจากขุนนางทั่วไป ใครจะคาดคิด ลูกหลานในตระกูลรุ่นแล้วรุ่นเล่ากลับอ่อนด้อยลงทุกที รู้จักแต่เสวยสุข
ผู้ดำรงตำแหน่งขุนนางในราชสำนักส่วนใหญ่ล้วนไร้อำนาจจริง ทำให้ตระกูลอันมั่งคั่งโอฬารนี้ค่อย ๆ ทรุดโทรม
จนกระทั่งถึงมือเจ้าบ้านตระกูลลู่คนปัจจุบัน คือบิดาของลู่หว่านเอ๋อร์ ตระกูลลู่จึงฟื้นคืนอีกครั้ง
ท่านสกุลลู่ผู้นี้ดำรงตำแหน่งซูมี่ฉื่อแห่งราชวงศ์ต้าเยี่ยน รับผิดชอบการตัดสินใจทางทหาร การบัญชาการเคลื่อนพล เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดรองจากฮ่องเต้
โดยส่วนตัวแล้ว ผู้คนล้วนเรียกอย่างเคารพว่าท่านอัครมหาเสนาบดีลู่หรือซูเซี่ยง อันแสดงให้เห็นถึงอำนาจที่ยิ่งใหญ่
บุคคลผู้นี้ไร้โอรส มีเพียงลู่หว่านเอ๋อร์บุตรีเพียงหนึ่งเดียว ต่อให้นางหมายตาดาวบนฟ้า ก็ย่อมให้คนไปเด็ดดาวลงมาให้นางเล่น
วันนี้ หน้าเรือนสกุลลู่ รถม้าและข้ารับใช้เนืองแน่น แขกเหรื่อมาเยือนไม่ขาดสาย
เซี่ยเจินประคองตัวลงจากรถม้าโดยมีสาวใช้ช่วยพยุง จากนั้นตามหญิงรับใช้ผู้นำทางเข้ายังภายในจวน ลัดเลาะวกไปเวียนมาตามทางเดินเล็ก ๆ ที่ร่มรื่นดงามด้วยต้นไม้เขียวชอุ่ม ผ่านซุ้มประตูหลายชั้น ก็ถึงอุทยานชั้นใน
ภายในอุทยาน ตำหนักหอเรียงรายลดหลั่น ภูเขาจำลองและแมกไม้นานาพันธุ์ ในยามนี้ เซี่ยเจินถึงได้ซึมซับว่าตระกูลลู่นั้นสูงศักดิ์โอฬารเพียงใด
เซี่ยเจินริษยาอยู่ในใจ แต่มิกล้าสำแดงออกมา เกรงจะถูกผู้อื่นดูถูก จึงพาสาวใช้ของตนเดินเล่นอย่างสงบนิ่งในอุทยาน
จนกระทั่งยามพลบค่ำ คนรับใช้จัดเตรียมงานเลี้ยงค่ำ ลู่หว่านเอ๋อร์จึงปรากฏกายท่ามกลางสาวงามห้อมล้อม เดินเข้ามาอย่างสง่างาม
นางมีผิวขาวละเอียด มวยผมสูงดำขลับ สวมอาภรณ์แพรสีเนื้ออ่อนงดงาม แขนเสื้อกว้างยาวจรดข้อพับขา คาดเข็มขัดหยกเขียวที่เอว ประดับจี้หยกที่ชายกระโปรงส่งเสียงกรุ๋งกริ๋ง ใบหน้าของนางแม้ไม่งดงามโดดเด่น ทว่าเมื่อนางปรากฏตัว สายตาทุกคู่ล้วนถูกดึงดูด
ทันทีที่ปรากฏตัว บรรดาอนุชนกุลธิดาในอุทยานก็เข้าไปห้อมล้อมทักทาย
เซี่ยเจินเก้ ๆ กัง ๆ ลังเลไม่กล้าเข้าไป ขณะที่กำลังชะงักอยู่นั่น มีคนเอ่ยเรียกนาง
"ใช่คุณหนูเจินหรือไม่"
เซี่ยเจินรีบค้อมกายคารวะ ลู่หว่านเอ๋อร์จับมือนางไว้ เอ่ยยิ้ม ๆ ว่า "ข้ายังกลัวว่าเจ้าจะไม่มาเสียอีก หากเจ้าไม่มา ข้าต้องไปจับตัวที่จวนของเจ้าแน่"
เหล่าอนุชนกุลธิดาที่ติดตามลู่หว่านเอ๋อร์อยู่ล้วนไม่รู้จักเซี่ยเจิน เห็นลู่หว่านเอ๋อร์เอ่ยวาจาสนิทสนม ทั้งเห็นเซี่ยเจินประดับมุกดาเต็มศีรษะ อาภรณ์หรูหรา ก็ไม่รู้ว่านางเป็นบุตรีของตระกูลใด
เซี่ยเจินทั้งตกใจทั้งปลื้มปิติ ในใจกลับรู้สึกหยิ่งผยองขึ้นมา คิดว่านางลู่ปฏิบัติกับตนสนิทสนมเช่นนี้ก็เพราะพี่ชายของตน จึงวางท่าเสมือนเป็นเรื่องสมควรแล้ว
ลู่หว่านเอ๋อร์แนะนำเซี่ยเจินแก่ผู้อื่น ครั้นทุกคนรู้ว่าเซี่ยเจินเป็นเพียงบุตรีของจื่อขั้นเจ็ดผู้เป็นข้ารับใช้ ก็อดดูถูกไม่ได้
ขณะนั้นเอง มีผู้หนึ่งอุทานขึ้นโดยไม่รู้ว่าเป็นใคร "สร้อยคอช่างประณีตยิ่งนัก ไม่เคยเห็นหยกที่ใสวาวเช่นนี้มาก่อน"
คนทั้งหลายสังเกตเห็นเครื่องประดับบนคอของเซี่ยเจินตั้งแต่แรกแล้ว อีกคนหนึ่งเอ่ยเย้า "สร้อยคอเส้นนี้ทำให้พวกเราดูด้อยลงไปหมด กลายเป็นของชั้นรอง"
"นั่นสิ ที่จะเทียบกับสร้อยคอเส้นนี้ได้ก็มีแต่สร้อยหยกทองประดับอัญมณีของหว่านเอ๋อร์เท่านั้น"
บรรดาสตรีที่มาร่วมงานเลี้ยงของลู่หว่านเอ๋อร์ล้วนมีชาติตระกูลสูงศักดิ์ ด้วยฐานะของเซี่ยเจิน โดยปกติแล้วแม้แต่จะเข้าไปเอื้อนเอ่ยด้วยก็ยังยาก แต่วันนี้กลับถูกยอจนเคลิบเคลิ้ม
ทว่า คำกล่าวต่อมาของคนเหล่านี้กลับทำให้เซี่ยเจินหน้าซีดเผือดจนแทบสลบไป...