กลางดึก ลู่เฉิงเซียวตื่นขึ้น
ไม่ใช่เพราะเสียงรบกวน หากเป็นสัญชาตญาณที่ฝึกฝนมาจากโรงเรียนนายทหาร—เงียบเกินไปแล้ว เสียงลมและหิมะหยุดลงตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่รู้ นอกหน้าต่างไม่มีแม้แต่เสียงนกร้อง เขาลืมตานอนนิ่งอยู่บนเตียงเตา มือเอื้อมไปแตะปืนใต้หมอนแล้ว
ชั้นล่างมีเสียงแผ่วเบาของบานพับประตูขยับ
ไม่ใช่เสียงลม
เขาลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบ คว้าเสื้อคลุมแล้วเดินไปแนบหูฟังที่ข้างประตู เสียงฝีเท้าเบามาก ย่ำลงบนหิมะที่ทับถมจนเกิดเสียงกรอบแกรบแผ่ว ๆ อย่างน้อยก็สามคน กำลังมุ่งหน้าขึ้นมาชั้นบน
เสียงเคาะดังขึ้นที่ประตูห้องข้าง ๆ
“ล็อกประตู” เขากดเสียงต่ำ “อย่าส่งเสียง”
ไม่รอให้อีกฝ่ายตอบ เขาถอยกลับเข้าห้องตัวเอง โดยแง้มประตูทิ้งไว้เล็กน้อย
เสียงฝีเท้าหยุดลงหน้าประตู
ทันทีที่ประตูถูกถีบเปิด ลู่เฉิงเซียวก็ลั่นไก แสงปากกระบอกปืนวาบขึ้นในความมืด ส่องให้เห็นใบหน้าของคนแรก ชายคนนั้นล้มลง ส่วนอีกสองคนที่ตามหลังมาพุ่งเข้าหาเขาอย่างรวดเร็ว คนหนึ่งเข้าทางซ้าย อีกคนเข้าทางขวา
คมมีดเฉียดผ่านลำคอของเขา
ลู่เฉิงเซียวเบี่ยงตัว คว้าข้อมือชายทางซ้ายแล้วบิด เสียงกระดูกหักดังทึบ มีดหลุดจากมือร่วงลงพื้น เขาฉวยมีดขึ้นมาแล้วแทงสวนเข้าที่ไหล่ของอีกฝ่าย ส่วนชายทางขวาพุ่งไปยังห้องข้าง ๆ แล้ว
เสียงประตูห้องแตกดังสนั่นขึ้นฉับพลัน
เสิ่นโย่วจวินขดตัวอยู่ตรงมุมเตียงเตา ตอนที่ได้ยินเสียงประตูถูกถีบเปิด หัวใจของเธอแทบหยุดเต้น
เงาดำยกมีดฟันลงมา คมมีดสะท้อนประกายเย็นเยียบในแสงตะเกียงน้ำมันก๊าด ลู่เฉิงเซียวพุ่งเข้ามา เธอเห็นเลือดเปื้อนอยู่บนใบหน้าด้านข้างของเขา
ความหวาดกลัวสุดขีดเข้าครอบงำ เธอคิดจะถอยหนีตามสัญชาตญาณ แต่เท้ากลับลื่น ร่างทั้งร่างกระแทกลงกับพื้นอย่างแรง ความเจ็บแปลบแล่นขึ้นมาจากข้อเท้า
เสียงต่อสู้ที่สับสนปนเป เสียงกระดูกหักดังทึบ และเสียงกรีดร้องโหยหวนของมือสังหาร... ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
เธอนอนขดอยู่บนพื้น กอดข้อเท้าที่เจ็บปวดรวดร้าวจนสายตาพร่ามืด แทบหายใจไม่ออก
เงาดำล้มลง ลู่เฉิงเซียวหันกลับมา มีดยังคงอยู่ในมือ ใบหน้าเปื้อนเลือด แสงตะเกียงน้ำมันก๊าดไหววูบวาบ ส่องให้เห็นกรอบหน้าแข็งกร้าวของเขาและสีแดงคล้ำที่แผ่กระจายอยู่บนพื้น
เขารีบเดินเข้ามาแล้วคุกเข่าลง “เจ็บตรงไหน?”
“เท้า...” เสิ่นโย่วจวินตอบเสียงสั่นเพราะความเจ็บ เหงื่อเย็นผุดขึ้นบนหน้าผาก
สายตาของลู่เฉิงเซียวกวาดผ่านข้อเท้าของเธอที่บิดงอผิดรูปอย่างเห็นได้ชัด คิ้วขมวดแน่น เขายื่นมือประคองเธอให้ลุกขึ้นนั่ง การเคลื่อนไหวรวดเร็วและมั่นคง
ค่ำคืนผ่านไปท่ามกลางความเงียบงันและความตึงเครียด นอกหน้าต่างลมและหิมะโหมกระหน่ำ ส่วนในห้องไม่มีใครหลับตาลง เสิ่นโย่วจวินพิงขอบเตียงเตา ข้อเท้าบวมเป่ง ทุกครั้งที่ขยับเพียงเล็กน้อยก็เจ็บร้าวไปถึงขั้วหัวใจ
ลู่เฉิงเซียวนั่งเงียบ ๆ เฝ้าอยู่ในห้อง บางครั้งก็ลุกขึ้นไปตรวจดูความเคลื่อนไหวด้านนอกหน้าต่าง
ใกล้รุ่ง ลมและหิมะก็หยุดลงในที่สุด ลู่เฉิงเซียวออกไปข้างนอกครู่หนึ่ง ตอนกลับมา เสียงเครื่องยนต์ก็ดังมาจากนอกประตู
“ทางเปิดแล้ว รถไปได้” เขาเดินกลับเข้ามา ร่างกายยังมีไอเย็นติดมาด้วย เมื่อเห็นเธอหน้าซีดเพราะความเจ็บ เขาก็เอ่ยเสียงขรึมว่า “เท้าเดินไม่ได้ เดี๋ยวฉันพยุงขึ้นรถ”
เสิ่นโย่วจวินพยักหน้า เธออาศัยเขาพยุง ค่อย ๆ เขย่งเท้าข้างเดียวออกไปนอกประตู รถจี๊ปทหารคันนั้นขับออกมาจากกองหิมะแล้ว เครื่องยนต์คำรามต่ำ ๆ ลู่เฉิงเซียวเปิดประตูรถ ประคองเธอขึ้นนั่งเบาะข้างคนขับอย่างคล่องแคล่ว
รถออกตัว แล่นบดผ่านถนนที่หิมะเริ่มละลายจนลื่นไถลเล็กน้อย ทว่าเขาขับได้มั่นคง ตลอดทางไม่มีใครพูดอะไร มีเพียงเสียงเครื่องยนต์กับเสียงล้อบดถนน
เสิ่นโย่วจวินกอดเท้าที่บาดเจ็บ มองทุ่งรกร้างปกคลุมด้วยหิมะที่ยังละลายไม่หมดทอดผ่านไปอย่างรวดเร็วนอกหน้าต่าง บางครั้งรถกระเทือนจนเธอเจ็บและขมวดคิ้ว
แนวกรามของลู่เฉิงเซียวเกร็งอยู่ตลอด เขาจดจ่อมองถนนเบื้องหน้า
เมื่อไปถึงโรงพยาบาลในเมือง ก็เกือบเที่ยงแล้ว กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อลอยเข้ามาปะทะจมูก
ผลการวินิจฉัยออกมาอย่างรวดเร็ว: เอ็นข้อเท้าแพลงอย่างรุนแรงและมีกระดูกแตกร้าวเล็กน้อย ต้องเข้าเฝือกเพื่อดามไว้และพักฟื้นอย่างน้อยหนึ่งเดือน
“นอนโรงพยาบาลสังเกตอาการไว้ก็ได้ จะได้เปลี่ยนยาและฟื้นตัวสะดวกขึ้น” คุณหมอแนะนำ
เสิ่นโย่วจวินพยักหน้าแทบจะทันที เธอคิดว่าแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เท้าเจ็บขนาดนี้ กลับไปก็มีแต่จะสร้างความลำบากให้อีก อยู่โรงพยาบาลอย่างเงียบสงบ พักฟื้นโดยไม่รบกวนใคร สำหรับเธอแล้วกลับสบายใจกว่า
ลู่เฉิงเซียวจัดการเรื่องเข้าพักรักษาตัวให้เธอเรียบร้อย ห้องผู้ป่วยเดี่ยวหันไปทางทิศใต้ แสงแดดส่องถึง เงียบสงบและสะอาดเรียบร้อย
“ต้องแจ้งทางจวนไหม?” เขาถามขณะยืนอยู่ข้างเตียงคนไข้
เสิ่นโย่วจวินส่ายหน้า “ไม่ต้องหรอก... ไม่ได้เจ็บหนักอะไร พักโรงพยาบาลสักสองสามวันก็ดีขึ้นแล้ว”
ลู่เฉิงเซียวมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ไม่ได้พูดอะไร เพียงเอ่ยว่า “พักผ่อนให้ดี”
เย็นวันนั้นเขากลับมาอีกครั้ง นำเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนกับของใช้ส่วนตัวมาให้ไม่กี่อย่าง
หลังจากนั้นทุกสองสามวันเขาก็จะมาปรากฏตัวในห้องผู้ป่วย บางครั้งเป็นช่วงบ่าย บางครั้งก็ช่วงเย็น เขาอยู่ไม่นาน บางทีก็แค่ยืนอยู่ครู่หนึ่ง ถามว่า “รู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง” หรือ “ยังเจ็บอยู่ไหม” บางครั้งก็เอาหนังสือสักหนึ่งสองเล่มหรือขนมหนึ่งห่อมาวางไว้
เขาพูดน้อยเสมอ
คนตระกูลลู่ไม่เคยมาเลย
วันเวลาผ่านไปอย่างเงียบสงบและเป็นกิจวัตร พยาบาลในโรงพยาบาลบางครั้งก็พูดคุยกันเรื่อยเปื่อย เอ่ยถึงนายทหารหนุ่มที่แวะมาบ่อยคนนั้น “เป็นพี่ชายของคุณหรือคะ? ใส่ใจคุณจริง ๆ มาเยี่ยมบ่อยเชียว”
เสิ่นโย่วจวินมักตอบรับคลุมเครือไปอย่างนั้น
เมื่อถึงคราวดอกแมกโนเลียในลานโรงพยาบาลบานสะพรั่ง กลิ่นหอมหวานลอยอ้อยอิ่งเข้ามาทางหน้าต่าง ลู่เฉิงเซียวก็มาหาเธอเป็นครั้งสุดท้าย เขานำหนังสือคู่มือเตรียมสอบเข้าโรงเรียนมัธยมหญิงเป่ยผิงเล่มใหม่เอี่ยมมาวางไว้ข้างเตียง
“ถ้าหายดีแล้ว ยังอยากเรียนหนังสืออยู่ ก็ลองดูได้” น้ำเสียงของเขายังคงเรียบเฉย
เสิ่นโย่วจวินหยิบหนังสือขึ้นมา ดวงตาเป็นประกายเล็กน้อย เธอเปิดอ่านไปสองสามหน้า รอยยิ้มแต้มขึ้นบนใบหน้าอย่างไม่รู้ตัว สีหน้าซีดเซียวก่อนหน้านี้ดูสดใสขึ้นเล็กน้อยด้วย
“ขอบคุณค่ะ คุณชายลู่” เธอเอ่ยเสียงเบา น้ำเสียงแฝงความสดใสที่หาได้ยาก
“อืม” ลู่เฉิงเซียวมองเธอแล้วขานรับสั้น ๆ สายตาหยุดอยู่บนใบหน้าที่กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นของเธอครู่หนึ่ง ก่อนจะเลื่อนไปยังเท้าที่เข้าเฝือก “พักฟื้นให้ดี อย่าเพิ่งรีบลงจากเตียง”
เดินมาถึงหน้าประตู เขาชะงักเล็กน้อย แต่ไม่ได้หันกลับมา เพียงยกมือปิดประตูลง
ห้องผู้ป่วยกลับคืนสู่ความเงียบสงัดอีกครั้ง
แต่เสิ่นโย่วจวินยังคงกอดหนังสือเล่มนั้นไว้ ปลายนิ้วลูบไล้หน้ากระดาษแผ่วเบา เธอมองออกไปนอกหน้าต่าง แมกโนเลียต้นหนึ่งกำลังบานสะพรั่งเต็มต้น
เสิ่นโย่วจวินพักรักษาตัวในโรงพยาบาลนานกว่าหนึ่งเดือน บาดแผลสมานตัวได้ดี จนเดินช้า ๆ ได้แล้ว วันที่ออกจากโรงพยาบาล ผู้บัญชาการลู่ส่งนายทหารคนสนิทมารับ
นายทหารคนสนิทแซ่เฉิน พูดจาทำอะไรเป็นระเบียบเคร่งครัด “คุณหนูเสิ่น ผู้บัญชาการสั่งให้คุณกลับไปพักฟื้นที่จวนก่อนครับ”
เสิ่นโย่วจวินพยักหน้า เก็บเสื้อผ้าเพียงไม่กี่ชิ้น—เสื้อคลุมบุนวมเก่า ๆ เสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนที่โรงพยาบาลเตรียมไว้ให้ และปากกาหมึกซึมเก่าที่พ่อทิ้งไว้ให้
