“ฝ่าบาทเสด็จออกวังทั้งที ต้องทรงสำราญให้เต็มที่ถึงจะดี กระหม่อมทราบว่าแถวนี้มีโรงเตี๊ยมฝีมือดีอยู่หลายแห่ง อีกเดี๋ยวก็จะเที่ยงแล้ว ฝ่าบาทจะให้กระหม่อมนำทางไปหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
ซ่งอวิ๋นชูกับจวินหลีลั่วเดินอยู่บนถนนหลวง จวินหลีลั่วไม่ต้องการเปิดเผยตัวมากนัก จึงพาเพียงเฉิ่นเยวี่ยผู้บัญชาการกองทหารอวี่หลินติดตามมาด้วย
“อืม ควรหาที่พักสักแห่ง อวิ๋นชู เจ้านำทางเถิด อีกครู่ถ้าพบคนนอก ต้องเปลี่ยนคำเรียกขานเสียหน่อย”
“พี่ลั่วกล่าวถูกต้อง” ซ่งอวิ๋นชูตอบพลางยิ้ม “ข้างหน้าไม่ไกลมีโรงเตี๊ยมเจินเว่ยหลัว อาหารขึ้นชื่อของเขาทำออกมาได้ครบทั้งสีสัน กลิ่นหอม และรสชาติ น่าจะมีจานที่ถูกปากพี่ลั่ว”
แซ่จวินในแคว้นเทียนฉี่เป็นแซ่ของราชวงศ์ ครอบครัวทั่วไปไม่มีแซ่นี้ ด้วยเหตุนี้ จวินหลีลั่วจึงใช้ชื่อปลอมนอกวังว่าลั่วหลี
ทั้งสามคนมาถึงโรงเตี๊ยมเจินเว่ยหลัว เลือกห้องส่วนตัวที่กว้างขวางที่สุด ในระหว่างรออาหาร ซ่งอวิ๋นชูทอดสายตาผ่านหน้าต่างไปยังหอหย่าฟางที่อยู่ตรงข้ามเฉียง ๆ
หอหย่าฟางเป็นหนึ่งในโรงชายหากินในเมืองหลวงที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ นางบังเอิญเดินผ่านหน้าประตูเมื่อสองวันก่อน ก็เห็นชายหนุ่มรูปงามสองคนกำลังอุ้มผีผาอยู่ข้างใน พวกเขาแย้มยิ้มบาง ๆ ให้กับนาง ทั้งที่ไม่ได้ส่งเสียง แต่แววตากลับเต็มไปด้วยการยั่วยวน ประหนึ่งกำลังบอกนางว่า แขกผู้มีเกียรติ เชิญเข้ามาเที่ยวเล่นข้างในเถิด
ชายขายบริการในหอหย่าฟางนั้น ตั้งแต่รูปลักษณ์ไปจนถึงการควบคุมสีหน้านับว่าไม่เลวทีเดียว
แต่สำหรับนางที่พบเจอคนรูปงามมามากมาย ไอ้พวกหน้าขาวพวกนั้นยังไม่ถึงขั้นทำให้นางตะลึง สิ่งที่นางอยากเห็นคือบทบาทสมทบชายที่น่าสลดที่สุดในนิยายต้นฉบับ นั่นคือคุณชายดอกไม้งามนามว่าหลิวซีเฉิน หน้าตาเป็นอย่างไรกันแน่
ในนิยายต้นฉบับพรรณนาถึงคนผู้นั้นว่า สง่างามผุดผ่องเหนือใคร เสียงพิณไพเราะจับใจ ขายเพียงศิลปะไม่ขายเรือนร่าง เขาเปิดให้บริการทุกสามวัน แต่ละครั้งรับแขกเพียงคนเดียวเท่านั้น สิ่งที่เรียกว่าบริการคือเพียงการรินเหล้าและพูดคุยเป็นเพื่อนเท่านั้น ถึงกระนั้น แม้เขาไม่ขายเรือนร่าง ก็ยังสามารถดึงดูดให้ชายหญิงมากมายคลั่งไคล้เขาได้
ซ่งอวิ๋นชูอดรนทนไม่ไหวอยากไปดูตั้งนานแล้ว น่าเสียดายที่นางพลาดการเปิดบริการของหลิวซีเฉินไปหลายครั้งก่อนหน้านี้ วันนี้ก็เป็นวันที่หลิวซีเฉินเปิดบริการ และก็ตรงกับวันหยุดของนางพอดี แต่ดันเป็นเพราะเจ้าเขี้ยวกุดนั่นไม่ยอมให้นางมีอิสระ
ซ่งอวิ๋นชูย่อมไม่รู้ว่า บทพร่ำบ่นของนางในตอนนี้ถูกจวินหลีลั่วที่นั่งอยู่อีกฟากของโต๊ะฟังเข้าไปจนหมด
จวินหลีลั่วเหลือบมองไปทางหอหย่าฟาง แววตาฉายแวบเย้ยหยัน
ไอ้ซ่งอวิ๋นชูสารเลวนี่ เมื่อก่อนอยู่ในห้องทรงพระอักษรก็เคยคิดจะไปเที่ยวซ่อง ตอนนี้นั่งอยู่ในโรงเตี๊ยม กลับจดจ้องโรงชายหากินริมถนนไม่วางตา
และเจ้านี่ไม่ใช่แค่เสเพลลุ่มหลงอิสตรี กลับกินทั้งหญิงทั้งชายงั้นหรือ ไม่เช่นนั้นก็คงไม่คิดอยากพบคุณชายดอกไม้งามแห่งหอหย่าฟาง
หลังจากกินอิ่มหนำสำราญแล้ว คนที่จวินหลีลั่วส่งไปสืบข่าวกลับมารายงานว่า “ฝ่าบาท คุณหนูเจียงตอนนี้กำลังอยู่ในร้านตัดเสื้อเซียนอีที่ตรอกชิงอวิ๋น”
จวินหลีลั่วถามว่า “กี่คน”
“นางพาสาวใช้ติดตามตัวมาสองคนเท่านั้น”
จวินหลีลั่วลุกขึ้นเดินออกจากห้องส่วนตัว ซ่งอวิ๋นชูตามติดมาไม่ห่าง พลางยิ้มบาง ๆ ถามว่า “ฝ่าบาทจะทรงพบปะเทพธิดาหงส์โดยบังเอิญหรือเพคะ”
“ข้ามีความสงสัยในตัวนางอยู่บ้าง ต้องไปพบเสียหน่อย”
จากโรงเตี๊ยมเจินเว่ยหลัวถึงตรอกชิงอวิ๋น ระยะทางเพียงสองช่วงถนน
ทั้งสามคนมาถึงร้านเซียนอีฟางอย่างรวดเร็ว นี่เป็นร้านที่ตัดเย็บเสื้อผ้าให้ชายหนุ่มหญิงสาวโดยเฉพาะ เมื่อมองปราดเดียว ผนังทั้งสี่ด้านของร้านล้วนแขวนผ้าแพรเนื้อดีเอาไว้
“ฝ่าบาท ผู้ที่สวมอาภรณ์สีขาวอ่อนนั่นคือคุณหนูเจียง” เฉิ่นเยวี่ยกระซิบที่ข้างพระกรรณของจวินหลีลั่วพลางชี้ไปยังมุมร้าน
จวินหลีลั่วและซ่งอวิ๋นชูมองตามไปพร้อมกัน
สตรีผู้นั้นอายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปี เกศาสีดำขลับดุจเมฆมุ่นขึ้นบางส่วน ที่เหลือปล่อยสยายลงบนบ่าทั้งสอง คิ้วดั่งกิ่งหลิวเบื้องล่างมีดวงตาสีดำขลับเป็นประกายสดใส อาภรณ์สีขาวสะอาดงดงามห่อหุ้มเรือนร่างให้ได้สัดส่วนงดงาม
นางกำลังพูดคุยกับสาวใช้ข้างกาย คล้ายกำลังปรึกษากันว่าเสื้อผ้าชิ้นไหนสวยที่สุด เมื่อพูดถึงเรื่องชวนหัว ก็ยิ้มแย้มแจ่มใสยิ่งนัก
ซ่งอวิ๋นชูเลิกคิ้วเล็กน้อย
【ในนิยายต้นฉบับบรรยายว่าเจียงหรูหมิ่นผิวขาวดุจหิมะ สะอาดงดงามผ่องใส ใบหน้างดงามหาใดเปรียบ ได้พบวันนี้ เป็นสาวงามจริง ๆ】
ข้างกายซ่งอวิ๋นชู จวินหลีลั่วชำเลืองมองเขาปราดหนึ่ง
ไอ้ชาติลามกนี่ ใจสั่นแล้วหรือ
เรื่องนี้ก็ไม่แปลก เจียงหรูหมิ่นรูปโฉมงดงามยิ่ง หน้าตาและท่วงท่าล้วนโดดเด่นสะดุดตาท่ามกลางแขกสตรีทั้งหลาย
แต่สำหรับเขาผู้เป็นโอรสสวรรค์ รูปลักษณ์งดงามยังไม่พอให้เขาหวั่นไหว
ในวันที่ซ่งอวิ๋นชูทำนายอนาคต เขาจะแย่งชิงเจียงหรูหมิ่นกับจวินเทียนอี้ผู้เป็นอาตัวน้อย และจะพ่ายแพ้อย่างราบคาบ
ช่างน่าขัน เขาคือผู้ทำการใหญ่ ชาตินี้ไม่มีทางหลงมัวเมาเพราะเรื่องรักใคร่ แต่ถึงเขาจะเชื่อมั่นในการควบคุมตน เขาก็ต้องขจัดความเป็นไปได้ทั้งหมด
เขาเอียงศีรษะ ส่งสายตาให้เฉิ่นเยวี่ย
เฉิ่นเยวี่ยผงกศีรษะ แล้วหมุนตัวเดินออกจากร้านเซียนอีฟางไป
เขายืนยันแล้วว่าเจียงหรูหมิ่นคือเทพธิดาหงส์ตัวจริง เดิมเขาคิดว่าฝ่าบาทจะต้องพระทัยเจียงหรูหมิ่น แต่ไม่คาดว่าฝ่าบาทจะสั่งให้เขากำจัดเจียงหรูหมิ่นเสีย
และการที่ฝ่าบาทเสด็จออกนอกราชวังในวันนี้ ก็เพื่อทรงเห็นเทพธิดาหงส์ตายต่อหน้าต่อตา
ซ่งอวิ๋นชูเห็นเฉิ่นเยวี่ยจากไปกะทันหัน จึงถามจวินหลีลั่วอย่างสงสัย “พี่ลั่ว พี่เฉิ่นไปไหนหรือ”
“บอกว่ากระหายน้ำ ไปซื้อชาฝั่งตรงข้ามดื่ม”
ซ่งอวิ๋นชูไม่ได้คิดสงสัยอะไร ตอนนี้นางสนใจมากกว่าว่าเมื่อจวินหลีลั่วพบเจียงหรูหมิ่นแล้วจะมีความคิดเห็นเช่นไร
ระหว่างครุ่นคิด เจียงหรูหมิ่นก็พาสาวใช้เดินมาที่หน้าประตูแล้ว
ชั่วขณะที่นางเดินสวนกับซ่งอวิ๋นชู ซ่งอวิ๋นชูได้กลิ่นหอมจาง ๆ กลิ่นหอมนั้นมิใช่กลิ่นต้นไม้ใบหญ้าหรือดอกไม้ บางเบาและหอมชื่นจมูก
【เรือนกายมีกลิ่นหอมประหลาด ซาบซ่านจิตใจ สมกับเป็นนางเอก】
จวินหลีลั่วรอจนเจียงหรูหมิ่นกับสาวใช้เดินจากไปได้ระยะหนึ่งแล้ว จึงก้าวเท้าตามไป
“พี่ลั่ว พวกเราแค่เดินตามไปอย่างนั้นหรือ หากพี่มีใจให้เทพธิดาหงส์ พวกเราอาจสร้างโอกาสให้นางรู้จักก็ได้นะ”
【บางทีข้าควรทำให้นางเจียงหรูหมิ่นขายหน้า ทำให้ความประทับใจในตัวนางของเจ้าฮ่องเต้หมาบ้าลดลง ขอแค่เจ้าฮ่องเต้หมาไม่คิดถึงนาง ข้าก็มีโอกาสหาบทสมทบหญิงธรรมดา ๆ มาเป็นคู่คิดที่ดีให้เจ้าฮ่องเต้หมาได้แล้ว】
จวินหลีลั่วได้ยินสิ่งที่ซ่งอวิ๋นชูคิดในใจ ก็เกิดความฉงนเล็กน้อย
ตามนิสัยเดิมของซ่งอวิ๋นชูที่เด็ดขาดสังหารไม่ลังเล เมื่อรู้ล่วงหน้าว่าเจียงหรูหมิ่นจะเป็นภัยในภายภาคหน้า ก็น่าจะกำจัดเสียให้สิ้นเรื่อง ยอมพลาดฆ่าเสียยังดีกว่าปล่อยไป แต่ทำไมซ่งอวิ๋นชูจึงไม่เคยคิดสังหารเลยแม้แต่น้อย คิดเพียงแต่จะให้นางเจียงหรูหมิ่นขายหน้าเท่านั้น
จิตใจอ่อนหวานเช่นนี้ ไม่เหมือนซ่งอวิ๋นชูเอาเสียเลย
แต่ไม่นานจวินหลีลั่วก็นึกถึงความเป็นไปได้อีกอย่างหนึ่ง
บางทีซ่งอวิ๋นชูอาจถูกใจความงามของเจียงหรูหมิ่น เกิดความรู้สึกทะนุถนอม จึงไม่ยอมลงมือสังหาร
หากเป็นเช่นนั้นก็ช่างไร้น้ำยาเสียจริง
ในใจจวินหลีลั่วรู้สึกเหยียดหยาม แต่สีหน้ากลับไม่แสดงอาการใด สายตายังคงจับจ้องไปที่เจียงหรูหมิ่นกับสาวใช้ทั้งสามคนข้างหน้า
เจียงหรูหมิ่นชื่นชอบของหวาน โดยเฉพาะถังเหรินและถังหูลู ตามที่เขาคาดการณ์ไว้ เจียงหรูหมิ่นได้ยินเสียงเรียกลูกค้าของพ่อค้าถังเหรินข้างทาง ได้กลิ่นหอมหวานลอยมาในอากาศก็อดใจไม่ไหวเดินไปที่แผงขายถังเหริน
หลังจากนางพูดคุยกับเจ้าของแผงไม่กี่ประโยค เจ้าของแผงก็ยิ้มแย้มยื่นถังเหรินที่เพิ่งปั้นเสร็จให้แก่นาง
จวินหลีลั่วมองภาพนั้น แววตาดำลึกเยือกเย็น
ในถังเหรินนั้นมียาพิษร้ายแรงปนอยู่ ขอเพียงเจียงหรูหมิ่นกินเข้าไป ตายอย่างไม่ต้องสงสัย