จิ่นเฉาเฉาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมาแล้วเขียนตัวอักษรสองตัวลงไป
เมื่อเห็นตัวอักษร หญิงคนนั้นก็อ่านออกมาอย่างรวดเร็ว
“ชิงซู?”
เธอหยิบกระดาษขึ้นมาอ่านซ้ำไปซ้ำมา “ชิงซู? เฉียนชิงซู!”
จิ่นเฉาเฉาอธิบายว่า “คำว่าชิงหมายถึงความแจ่มชัด สว่างไสว และบริสุทธิ์ ส่วนคำว่าซูมีธาตุทองในหลักธาตุทั้งห้า สื่อถึงความรู้กว้างขวาง ความรอบรู้ และการมีคุณธรรม เป็นชื่อที่เป็นมงคลและมีความหมายลึกซึ้งค่ะ แต่ถ้าจะใช้คำว่าซูตั้งชื่อ ควรตรวจดูก่อนว่าผู้ใหญ่ในบ้านไม่มีใครใช้ชื่อนี้อยู่แล้ว”
หญิงวัยกลางคนรีบตอบรับ “ที่บ้านไม่มีใครใช้คำว่าซูเลยค่ะ”
เธอมองตัวอักษรสองตัวนั้น ยิ่งมองก็ยิ่งชอบ
“ดีเลยค่ะ ฉันจะเปลี่ยนชื่อให้เขา เรียกว่าเฉียนชิงซู ขอให้โตขึ้นเป็นคนบริสุทธิ์ผุดผ่อง สว่างไสว และมีความรู้กว้างขวาง”
จิ่นเฉาเฉาพยักหน้าด้วยความพอใจ
หญิงวัยกลางคนจับมือลูกชายไว้ แล้วรีบบอกเขาว่า “ลูกจ๋า แม่เปลี่ยนชื่อให้แล้วนะ ต่อไปเราจะเรียกว่าเฉียนชิงซู ไม่เรียกเฉียนเซียนจวินแล้ว”
ทันทีที่สิ้นเสียงเด็กชายก็ขยับริมฝีปากอยู่นาน ก่อนเปล่งเสียงแหบพร่าออกมาช้า ๆ สี่คำ “...ขอบ...คุณ...แม่...ครับ!”
หญิงวัยกลางคนตกตะลึงไปทั้งตัว
เธออุ้มลูกชายขึ้นมาแล้วถามเสียงสูง “เมื่อกี้ลูกเรียกแม่ว่าอะไรนะ? แม่ไม่ได้ฝันไปใช่ไหม?”
ทำไมถึงเร็วขนาดนี้?
เธอแค่บอกลูกชายไปคำเดียว เขาก็เปล่งเสียงออกมาได้แล้วอย่างนั้นหรือ?
จิ่นเฉาเฉามองหญิงวัยกลางคนที่ร้องไห้ด้วยความยินดี แล้วนั่งลงเงียบ ๆ ที่หน้าโต๊ะ
เฉียนชิงซู ตอนนี้เป็นยุคที่รุ่งเรือง หากเขาไม่ได้เป็นนักประพันธ์ผู้ยิ่งใหญ่ ก็คงได้เป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่
