จิ่นเฉาเฉาเห็นหวูซินยิ้มอย่างสบายใจ แต่ในใจเธอรู้ดีว่าเขาแบกรับเคราะห์ร้ายของเทพมารเอาไว้ ย่อมไม่มีทางสบายใจได้จริง ๆ
มาถึงขั้นนี้แล้ว เธอทำได้เพียงภาวนาให้หวูซินบรรลุมรรคผลอันยิ่งใหญ่ และหลอมสลายเคราะห์ร้ายของเทพมารได้
หวูซินปลอบจิ่นเฉาเฉา “ศิษย์น้อง ได้เวลากินมื้อเช้าแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นศิษย์พี่ดูแลตัวเองด้วยนะคะ กินมื้อเช้าเสร็จ พวกเราก็ควรลงจากเขาแล้ว” จิ่นเฉาเฉาไม่อาจรั้งอยู่ที่นี่นานเกินไป
หวูซินประนมมือ “ได้!”
ฟู่เซี่ยวอันตื่นแต่เช้าตรู่ แล้วเดินเที่ยวทั่วภูเขาจิ้งหาน
เธอชอบทิวทัศน์ที่นี่มากจริง ๆ โดยเฉพาะตอนพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้า ทะเลหมอกช่วยขับให้ทิวเขาทั้งผืนงดงามราวกับแดนเซียน
เธอรู้สึกเหมือนตัวเองได้ขึ้นไปอยู่เหนือฟ้าเก้าชั้น
ทิวทัศน์งดงามเช่นนี้ เกรงว่าทั้งใต้หล้าคงหาที่ไหนมาเทียบไม่ได้อีกแล้ว
เธอถึงกับสนุกจนไม่อยากจากไป
เมื่อฟู่ถิงยวนเห็นจิ่นเฉาเฉากลับมา สีหน้าเขาก็เคร่งขรึม “เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า?”
จิ่นเฉาเฉาส่ายหน้า “ไม่มีอะไรค่ะ ซือหมิงเย่ไม่เป็นไรใช่ไหมคะ?”
ตอนนั้นเอง ประตูห้องข้าง ๆ ก็เปิดออก
ซือหมิงเย่ยืนอยู่ตรงหน้าประตู ดวงตาสุกใส เขามองฟู่ถิงยวนก่อน แล้วจึงมองจิ่นเฉาเฉา
เด็กน้อยไม่พูดอะไรสักคำ เดินเข้ามากอดเอวจิ่นเฉาเฉาไว้แน่น “พี่สาว ไม่รู้ทำไม จู่ ๆ ผมก็รู้สึกเศร้ามาก”
นี่เป็นความรู้สึกประหลาดที่เขาไม่เคยมีมาก่อน
จิ่นเฉาเฉารู้ว่าเป็นเพราะร่างกายที่มีเคราะห์ร้ายของเขาเปลี่ยนไป เขาจึงเริ่มมีอารมณ์ความรู้สึกทั้งเจ็ดและความปรารถนาทั้งหกทีละน้อย