ฤดูใบไม้ผลิปีต้าซุ่นที่ 2 เดิมทีจี๋โม่ซึ่งดูค่อนข้างสงบ ท่ามกลางขุมกำลังหลากหลายปะปนและขัดแย้งกันไปมา พลันต้อนรับกองทัพที่ทำให้ผู้คนต้องหันมาจับตามอง
วันที่ 20 เดือนหนึ่ง หลังฤดูหนาวผ่านพ้นไปได้ไม่นาน ทหารม้าสวมเกราะถืออาวุธ 1,500 นายก็มาถึงหน้าประตูเมืองอำเภอจี๋โม่
บนธงสูงตระหง่านมีอักษรสีแดงสดเด่นสะดุดตา เขียนว่า “ผู้ร่วมบริหารราชกิจ เจี๋ยตู้สื่อผิงหลู ชุย”
ชาวบ้านทั้งในและนอกเมืองต่างทั้งใคร่รู้และหวาดหวั่น
ในยุคสมัยนี้ ความน่าสะพรึงกลัวของพวกทหารนั้นร้ายกาจกว่าโจรเสียอีก
จี๋โม่เคยเป็นเมืองหนึ่งของแคว้นฉีในยุคชุนชิว เป็นสถานที่ที่เถียนตานใช้กองวัวติดไฟทำลายทัพแคว้นเยียน
บัดนี้จี๋โม่ไม่เหลือความรุ่งเรืองดังเช่นในอดีต กำแพงเมืองพังทลายหลายแห่งโดยยังไม่ได้ซ่อมแซม เขตชุมชนภายในเมืองรกร้างไปกว่าครึ่ง
นับแต่รัชศกเฉียนฝูเป็นต้นมา ก่อนอื่นมีกองกำลังที่เหลือจากหวังเซียนจือพเนจรผ่านไป ต่อมาก็มีทหารแตกพ่ายของหวงเฉายึดครองเมือง ผ่านศึกสงครามมาหลายครา ครัวเรือนราษฎรเหลืออยู่ไม่ถึง 3 ใน 10
ยามชุยอันเฉียนและคณะเดินทางมาถึง เป็นช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิที่หิมะกำลังละลายพอดี ถนนหนทางเฉอะแฉะ หมู่บ้านที่ผ่านมาส่วนใหญ่ถูกทิ้งร้าง มีชาวนาชราสวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งอยู่ไม่กี่คน ครั้นเห็นธงทัพจากระยะไกลก็รีบหลบเข้าไปในซากกำแพงพัง
หานจุนควบม้ายืนข้างรถม้าของชุยอันเฉียน ขมวดคิ้วมองภาพตรงหน้า
“ที่นี่คือสถานที่ที่พวกเราจะลงหลักปักฐานหรือ? ทรุดโทรมยิ่งกว่าหลงโจวเสียอีก”
สีหน้าฟู๋ฉุนเซินกลับเป็นปกติ เขากวาดตามองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกแส้ชี้ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ
“ไปดูชายฝั่งก่อน หาที่อ่าวซึ่งเรือจอดได้ แล้วค่อยสำรวจว่าในเมืองมีบ้านเรือนที่ใช้การได้อยู่เท่าใด จากนั้นค่อยกำหนดที่ตั้งของแต่ละกอง”
เขาหันไปกำชับหานจุน
“จำไว้ ให้พี่น้องตั้งค่ายนอกเมือง ห้ามเข้าไปพักในบ้านชาวบ้าน ที่นี่จะเป็นรากฐานของพวกเรา ก้าวแรกต้องมั่นคง”
หานจุนรับคำสั่งแล้วจากไป
ชุยอันเฉียนเลิกม่านรถม้า มองกำแพงเมืองที่เสียหายไปทั่วอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้นว่า
“เต๋อเสียง หวังซือฟ่านเกรงว่าจะเคลื่อนไหวในไม่ช้า”
ฟู๋ฉุนเซินพยักหน้า
