“ใต้เท้าจางคือขุนนางผู้สร้างคุณูปการแก่แผ่นดิน!”
นอกท้องพระโรงอู่เต๋อแห่งตำหนักไท่จี๋ หลี่เยี่ยก้าวลงจากบันไดมาต้อนรับจางจวิ้นด้วยตนเอง ผู้ซึ่งนำทหารราบกว่า 8,000 นายจากฟูฟางมาถึงฉางอัน
ก่อนหน้านี้ การก่อรัฐประหารนอกเมืองมีเพียงทหารม้า 1,500 นายที่เกาเหรินโฮ่วบัญชาการ
เมื่อหลี่เยี่ยควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว ก็รีบมีราชโองการเรียกให้จางจวิ้นนำกำลังหลักของกองทัพเป่าต้าเข้าเมืองหลวง เพื่อสร้างความมั่นคงแก่ผลสำเร็จจากการรัฐประหารของตนอย่างเบ็ดเสร็จ
เมื่อกำลังหลักของกองทัพเป่าต้ามาถึงฉางอัน ชัยชนะของหลี่เยี่ยก็เป็นอันปรากฏชัด
กองทัพเสินเช่อทั้งหมดที่ประจำอยู่รอบเมืองหลวง แม้แต่บุตรบุญธรรมและคนสนิทของหยางฟู่กงจำนวนมาก ต่างพากันแปรพักตร์และยอมรับคำสั่งของฮ่องเต้
ส่วนภาคตะวันตกเฉียงเหนือ การยอมรับจากหลี่เย่ก็เป็นแรงสนับสนุนจากภายนอกแก่ราชสำนักใหม่ในฉางอัน
หลี่เยี่ยยินดีเป็นล้นพ้น จึงออกมาต้อนรับจางจวิ้นด้วยตนเอง ในสายตาของเขา จางจวิ้นคือ “ผู้สร้างคุณูปการอันดับหนึ่ง”
จางจวิ้นย่อมวางท่าทีอย่างสำรวม สวมหมวกขุนนางจิ้นเสียน สวมชุดสีม่วงและถือแผ่นหยกคาดเอว ก่อนคำนับอย่างเคร่งขรึม
“ขอแสดงความยินดีฝ่าบาท ที่ทรงขจัดภัยจากขันทีเรืองอำนาจและฟื้นพระเกียรติแห่งราชวงศ์ถังให้กลับคืนมา!”
หลี่เยี่ยเปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจ เขาประคองอีกฝ่ายขึ้นด้วยตนเอง จูงมือกันเข้าไปในตำหนัก จากนั้นจัดงานเลี้ยงเชิญเหล่าขุนนางมาร่วมฉลองความสำเร็จ ภาพเบื้องหน้าช่างดูราวกับฮ่องเต้และขุนนางร่วมใจกันเป็นอย่างดี
ระหว่างงานเลี้ยง เขาสั่งให้นางกำนัลในวังบรรเลงเพลงพิชิตค่ายกลแห่งฉินอ๋อง พร้อมแสดงระบำประกอบ
เหล่าขุนนางที่ดื่มจนได้ที่ต่างพากันตบโต๊ะขับกลอนด้วยความสำราญ
ถึงอย่างไร การกำจัดอำนาจผูกขาดของขันทีก็ทำให้พวกเขายินดีรองจากฮ่องเต้เท่านั้น
ก่อนหน้านี้ขันทีว่าราชการ แท้จริงแล้วก็คือการช่วงชิงอำนาจของเสนาบดีไป อย่างเช่นตำแหน่งซูมี่สื่อ (ราชเลขาธิการฝ่ายทหาร)และจงเว่ย (ขันทีคุมทัพ)กองทัพเสินเช่อ ซึ่งเดิมควรเป็นอำนาจของเหล่าขุนนาง
หลี่เยี่ยดื่มไปได้สามจอกก็เริ่มมึนเมา ใบหน้าปรากฏสีแดงเรื่อ เขายิ้มพลางเอ่ยถามจางจวิ้น
