ทุกคนยังไม่ทันได้ตั้งสติว่าเกิดอะไรขึ้น
จนกระทั่งทหารข้างกายจางซื่อสือส่งเสียงร้องด้วยความตกใจ พลันเกิดความโกลาหลขึ้น
จากนั้นมีคนชักดาบประจำกายออกมา กวัดแกว่งอาวุธ
แต่ยังไม่ทันได้ลงมือ
ตรงหน้ากระโจมบัญชาการกลาง จู่ ๆ ทั้งซ้ายและขวาก็พลัน
ส่งเสียง “เคร้ง ๆ” ดังขึ้น
ทหารสวมเกราะถือดาบโม่เตาห้าสิบนาย พลธนูและพลหน้าไม้หนึ่งร้อยนาย กับทหารทวนเดินเท้าหนึ่งร้อยนาย ต่างกรูกันเข้ามาจากด้านซ้าย ขวา และด้านหลัง ส่วนหยางซือโฮ่วก็ปิดทางด้านหน้าด้วยกำลังพลอีกห้าสิบนาย
คนก่อความวุ่นวายเกือบสองร้อยคนจึงถูกล้อมไว้อย่างแน่นหนา
ยิ่งไปกว่านั้น ทหารเหล่านี้ล้วนสวมเกราะและพกอาวุธครบมือ ดาบชักออกจากฝัก หน้าไม้ขึ้นสายพร้อมยิง
แสงเย็นวาบวับ ชวนให้ขนลุกขวัญผวา!
เมื่อเทียบกันแล้ว ทหารที่ก่อความวุ่นวายส่วนใหญ่ต่างลงมืออย่างกะทันหัน เกราะก็สวมไม่ครบ อาวุธก็มีไม่พอ ไม่ต้องพูดถึงหน้าไม้ทรงพลังหรือดาบโม่เตาเลย
ฟู๋ฉุนเซินสวมเกราะเหล็กส่องประกายเต็มกาย มือหนึ่งรั้งบังเหียน อีกมือถือง้าว นำทหารม้าหุ้มเกราะสิบคนมาหยุดตรงหน้าหลี่เย่ด้วยตนเอง
เขาพลิกตัวลงจากม้า ประสานมือรายงาน
“รายงานจวินสื่อ (นายกองประจำทัพ) ข้าน้อยล้อมกองทหารก่อกบฏไว้แล้ว ขอรับคำสั่ง!”
ฟู๋ฉุนเซินมีเสียงดังอยู่แล้ว ครั้นเอ่ยขึ้น ทั่วทั้งกองทัพก็พลันฮือฮา
ในหมู่ทหารก่อความวุ่นวาย มีทหารเก่าที่เข้ากองทัพมาหลายปีอยู่ไม่น้อย พวกเขาไม่ใช่เพิ่งก่อเรื่องเรียกร้องเบี้ยหวัดหรือก่อกบฏเป็นครั้งแรก
ทว่าพบแม่ทัพแข็งกร้าวถึงเพียงนี้เป็นครั้งแรก
“ตรวจนับได้กี่คนแล้ว?”
หลี่เย่หันไปถามจ้าวมี่ที่ยืนอยู่ข้างกาย ซึ่งคอยอารักขาเขามาโดยตลอด
อีกฝ่ายรูปร่างสูงใหญ่ มองเห็นได้ชัดเจน
“ทั้งหมดหนึ่งร้อยแปดสิบเก้าคน เอ่อ หนึ่งร้อยแปดสิบแปดคนขอรับ”
“ดี!”
หลี่เย่ขานรับ ก่อนหันไปกล่าวกับคนทั้งหลายที่เงียบงัน
“ผู้ใดเปิดโปงนายทหารตั้งแต่รองหัวหน้ากองขึ้นไป จะละเว้นโทษตายให้!”
ผู้คนพลันส่งเสียงเอะอะ ทว่าไม่มีใครขยับ
หลี่เย่ชี้ไปยังชายอีกคนที่ก่อนหน้านี้เป็นหัวโจกหัวเราะเยาะ
จากนั้นหน้าไม้ทรงพลังหลายคันก็ยิงออกไป เสียงกรีดร้องดังขึ้น ชายผู้นั้นสิ้นใจคาที่
