หลี่เย่หาเวลาพบปัญญาชนผู้เข้าสอบที่ติดยี่สิบอันดับแรกและมีผลงานโดดเด่น พร้อมแต่งตั้งตำแหน่งให้พวกเขา
ในบรรดาคนเหล่านั้น หลี่อวี๋ ผู้สอบได้อันดับหนึ่ง สร้างความประทับใจแก่เขามากที่สุด
เหตุผลประการหนึ่งคือทั้งสองมีชาติกำเนิดคล้ายคลึงกัน แม้หลี่อวี๋จะเป็นสายรองของตระกูลหลี่แห่งจ้าวจวิ้น หนึ่งในห้าตระกูลใหญ่เจ็ดตระกูลสูงศักดิ์ แต่ก็ไม่ต่างจากหลี่เย่ซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์ ต่างเป็นผู้ที่ห่างจากบรรพบุรุษมาหลายชั่วคน จนเหลือเพียงชื่อให้จดจำเท่านั้น
ดังนั้นชาติตระกูลของหลี่อวี๋จึงมิได้โดดเด่น บรรพบุรุษเป็นเพียงเสมียนชั้นผู้น้อย กระทั่งบิดาของเขาได้เป็นเจ้าหน้าที่ธุรการในอำเภอ จึงพอจะก้าวเข้าสู่ชนชั้นขุนนางระดับล่างได้อย่างยากเย็น
ความสนใจในการศึกษาของหลี่อวี๋ก็แปลกอยู่ไม่น้อย ต่างจากปัญญาชนส่วนใหญ่ในยุคนี้ที่นิยมศึกษาบทกวีและร้อยแก้วอย่างลึกซึ้ง เขากลับสนใจวิชาเบ็ดเตล็ด โดยเฉพาะเศรษฐศาสตร์และงานช่างสารพัดแขนง
เมื่อยังเยาว์วัย เขาเคยช่วยผู้เฒ่าผู้แก่ในบ้านเกิดปรับปรุงกังหันน้ำและเครื่องมือเกษตร จนถูกผู้อาวุโสในตระกูลตำหนิว่าเป็นคนประหลาด
หลี่เย่ย่อมยินดีต้อนรับผู้มีความรู้กว้างขวางเช่นนี้เป็นอย่างยิ่ง เขาให้กำลังใจด้วยตนเองและแต่งตั้งให้เป็นสิงจวินซือหม่า (ปลัดทัพ)
ส่วนปัญญาชนคนอื่น ๆ ก็ได้รับมอบหมายตำแหน่งตามความเหมาะสม
ตามธรรมเนียมช่วงปลายราชวงศ์ถัง เจี๋ยตู้สื่อทุกคนล้วนมีจวนบัญชาการและสามารถแต่งตั้งขุนนางได้
แต่หลี่เย่แตกต่างออกไป เขาไม่ได้ดูแลเพียงหัวเมืองเดียว หากครองถึงสามหัวเมือง (ตำแหน่งจิงเลี่ยสื่อก็นับเป็นรูปแบบหนึ่งของหัวเมืองปกครองตนเอง)
ตำแหน่งว่างในมือเขามีมากจนนับไม่ถ้วน ทว่าล้วนเป็นเพียงตำแหน่งลอย ๆ ที่ไม่มีภารกิจจริงเท่านั้น
สำหรับปัญญาชนทั้ง 150 คน หลี่เย่ยังไม่มีงานมากพอให้พวกเขาทำในทันที
ถึงอย่างไร แม้ชื่อเสียงของเขาจะยิ่งใหญ่ แต่ผู้คนที่อยู่ใต้การปกครองโดยตรงก็มีเพียงทหารกองทัพเซี่ยวเจี๋ย 9,000 นายเท่านั้น
กระนั้นหลี่เย่ก็ยอมจ่ายเบี้ยหวัดเพื่อรั้งตัวพวกเขาไว้ก่อน ต่อให้ยังไม่มีประโยชน์ในยามนี้ ภายหน้าก็ย่อมมีประโยชน์
